Aug 20 2008

OHBAR.COM.AU to be launched Thursday Night!

Published by admin under Uncategorized

To be continued…

No responses yet

Aug 19 2008

Jurassic Park

Published by admin under Uncategorized

THAI ENTERTAINMENT WRAP UP

 

โอเค เมื่อวาน

เล่ามากไปนิด ถึงเรื่อง SNOW BOARD…  ก็เลย เริ่มมีคนถามเข้ามา ว่า อีก 2 สัปดาห์จะไปอีกหรือไม่ โดยเฉพาะ น้องแองจี้… คือ เธอไปเรียน SNOW BOARD กับผมน่ะ แล้วเธอก็เป็นนักบัญชีเหมือนผม เวลาเธอเครียดเธอจะนึกถึง SNOW BOARD และจะทำทุกวิถีทางที่ให้ได้กลับไปเล่น

OH WELL, ก็ ผมก็เลยคุยกับเธอว่า ผมอาจจะไปกับเธอ… ส่วนใครจะไปกับผม ก็ ลงชื่อมาได้….  แต่ราคาอาจสูงนิดนึง เพราะว่าเรา “ฮายโซว์” หารๆ กัน…. แต่คุณจะได้มีสิทธิ์ไปสกี กับ นัก BLOG ชื่อดัง อันดับหนึ่ง ของนครซิดนี่ย์….

เออ…. ชมตัวเอง

อะนะ ….. หากได้ไปฟรี ก็ดีสิ พ่อจะแอบไปทุกสัปดาห์เลย…. หรือไปมันซะเลย

คิดถึง น้องสตางค์ … เค้าไปสกีครั้งแรกๆ กับผม แต่ตอนนี้ได้ข่าวว่า พาทัวร์จำปี ไป นิวซีแลนด์

หาก ผม ไม่ได้ไปสกี ผม จะต้องการลงเรือ Pivate Yatch (แบบ Backpacker) ไป Great Barrier Reef…. กินนอนบนเรือ กับเด็กๆฝรั่ง

เห็นผมเขียนเยอะๆ แบบนี้ แต่จริงๆ ผมจะเงียบมากๆ เวลาไปไหนกับเด็กๆฝรั่ง จะแพ้ทุกที โดนทอดทิ้ง

Anyway ช่วงนี้ มีหลายปาร์ตี้  ที่กำลังจะเกิดขึ้น  Name Dropping กันนิดหนึ่ง

  • Groove Rider (Sydney/Melbourne)
  • J-Jetrin Retro Concert (Sydney)
  • The Return of Jenifer Kim with ETC (Sydney)
  • และที่ลือกันหนักมาก Bird Thongchai (Sydney)

ใครจะจัดอะไร ก็ จัดกัน จองคิวคุยกันให้ดีนะ อย่าจัดตรงกันก็แล้วกัน ปีนี้ เป็นปีแรก ที่ ผมเองได้ไปชมไปดูคอนเสริท มากกว่าอยู่เมืองไทยซะอีก …. เด็กนักเรียนไทยสมัยนี้ก็ถือว่าโชคดีมากๆ ที่มีรุ่นพี่ อย่างผม และอย่าง เช้าของกิจการคนไทยในนครซิดนี่ย์ อื่นๆ ที่ช่วยสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ ให้เกิดขึ้น

ชมตัวเองซะงั้น …. หากคุณต้องการชมตัวเอง โปรด เปิดเวปส่วนตัวของคุณเอง….. ไม่มีใครห้าม

อ้อ ยังมี การเปิดตัวเวปไซด์ใหม่ล่าสุดด้วย ล่ะ OHBAR.COM.AU ไว้ผมมี DETAILS จะมาเล่าให้ฟังอีกที

 

Jurassic Park

ตามจริง ผมควรเขียน Comment หรือ Blog Entry เรื่อง Jurrasic Park ตั้งนานแล้ว

ตามจริงผมอยากเขียนเหตุผลว่า ทำไมผมจึงชอบดูภาพยนต์เรื่องดังต่อไปนี้

  • Jurassic Park
  • Dr Who
  • Stratrack
  • Fight Club
  • แล้วก็ละครทีวีเรื่อง Hotel Babylon (UK TV)

เอาทีละเรื่องละกันนะ  ไงขออภัย  น่ะ โตเมืองนอก เลย ดูแต่หนังฝรั่ง (กระแดะจริงๆ)

คือ ในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ผม ใช้ชีวิตเป็นฝรั่งมากๆ (คือ Enjoy ชีวิตที่ Sydney ว่างั้นเถอะ) ที่ Sydney ผมเลือกได้ว่า “วันไหน ผมต้องการเป็นคนไทย”  และ “วันไหนผมต้องการเป็นออสซี่”

บางคน อยู่ออสเตรเลียมานาน ก็เลือกไม่ได้… ผม ไม่ได้เห็นว่า ออสเตรเลียดีกว่าประเทศไทยหรอกนะครับ แต่ไหนๆ บ้านนี้ก็เป็นบ้านที่สองของผม

นอกเรื่อง

….

Jurassic Park จริงๆ แล้ว

เป็นภาพยนตร์ที่ผม ชอบมากๆ ผมไม่ได้ชอบเนื้อเรื่อง หรือ คลั่งมากๆ ผมไม่ได้ชอบดารา ไม่ได้ชอบไดโนเสา

จากภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมชอบ ผู้กำกับ …. ผมดู เพราะ ผู้กำกับ

Steven_Spielberg

เค้า เก่งจริงๆ

เค้า เป็นบุคคลที่มอง โลกแตกต่างจากคนอื่นๆในโลกนี้ จริงๆ โดยเฉพาะภาพยนตร์เรื่องนี้ เค้า “สร้างภาพ” ขึ้นมา

ผู้ชม ดู ภาพยนตร์ของเค้า เห็นไดโนเสาร์ สุดยอดอลังค์การ มหัศจรรย์ น่ากลัว

พอดูเสร็จ ก็หันมาดูชีวิตจริงว่า “เออ ตามจริง ไดโนเสาร์พวกนี้ ในโลกแห่งความจริงขณะนี้ ไม่มีจริง” แต่เราก็ยินยอมดู ยอมให้ ผู้กำกับคนนี้ ทำให้เราได้เห็นภาพ ที่ “ไม่มีจริงในปัจจุบัน” และไม่ทราบว่า “จริงๆแล้ว มันมีแบบนี้หรือไม่” (เช่น T-Rex ร้องเสียงแบบนี้หรือไม่)

โดยเฉพาะในการแสดง นักแสดงทุกคน และทีมงาน จะต้องแสดงคู่กับ อากาศ ไม่มีตัวตน

ทำไปได้ไง?

ลองคิดดูว่า หากคุณเป็นอาชีพนักแสดง แล้วต้องแสดง Response to อากาศ เสมือนว่า ไดโนเสาร์อยู่ข้างคุณตลอดเวลา แต่คุณมองไม่เห็น ลำบากขนาดไหน

และทั้งๆ ที่คุณรู้อยู่แก่ใจว่า ในโลกปัจจุบัน ไม่มีไดโนเสา และคุณก็รู้ว่า ในฉาก ไม่มีไดโนเสาจริงๆ คุณก็จะ ร้อง เล่น เหมือนว่ามันมี

ทำไม คุณถึงทำลงไปได้? เพื่อเงิน? อาชีพ? หรือ เพราะว่าคุณเชื่อในผู้กำกับ?

???

และหาก Spielberg ไม่เคยมีผลงานเช่น Jaws, E.T. etc คุณจะยอมเชื่อเค้าหรือไม่?

และ Spielberge เสียเวลาและเสียแรงไปเท่าไร ที่จะทำให้ ทีมงานของเค้าเชื่อว่า “พวกเค้า” ทำไดโนเสาร์ ขึ้นมาได้?

และต้องเสียเงินไปเท่าไร เพื่อที่จะสร้างไดโดเสา จำลอง ในฉาก และในฉาก Graphic ต่างๆ และต้องเสียเวลาไปเท่าไร กับการ Render Graphic ในสมัยนั้น ที่ยังไม่มี ระบบ Computer Quad Core CPU….(CPU4ตัวในCPUเดียวกัน)

และผมอยากจะถามว่า

หากมีนักแสดงสักคนหนึ่ง ที่ไม่เชื่อ ฝีมือ Spielberg แล้วแสดง ไม่ดี หรือไม่เต็มใจแสดง ภาพทุกภาพจะออกมา ถึงระดับที่สร้าง “ความเชื่อ” ได้หรือไม่?

แล้วทำไม ไม่มีใครจะคิดสร้างภาพยนต์่ ไดโนเสา ที่สมจริงแบบนี้? ผู้กำกับคนอื่น ไปทำอะไรกันหมด?

อะนะครับ

สิ่งที่ผมได้เห็นคือ การสร้างภาพอย่างสมบูรณ์ขึ้นอยู่กับ ผู้กำกับ และทีมงานที่เชื่อมั่นในตัวผู้กำกับด้วย เพื่อที่จะสร้างภาพออกมาให้สมบูรณ์แบบที่สุด และตัวผู้กำกับเอง ก็จะต้องทำให้คนอื่นเชื่อด้วย…. ถึงจะสร้างออกมาได้

ครับ นี่แหละครับ

ต่อ จากนั้น มา หลังจากที่ จูราสิกปาร์ค ออกฉาย โลกทั้งโลกก็ได้ทราบว่า นี่ คือการเริ่มต้นของการสร้างภาพ ….. และมนุษย์ อีกไม่น้อย ที่หลงไหล “ภาพ” ที่คนสร้าง ทั้งๆ ที่รู้ว่า จริงๆแล้วไม่มี …

ก็มีภาพยนต์ตามมาอีกเพียบ เช่น Transformers, แล้วก็เรื่อง อื่นๆ อีก

ข้อคิด

ผมจะบอกว่า “คนที่เก่งที่สุดในโลก … ยังไม่เกิด และคนๆนั้น อาจเป็นคุณ” คือ เอาไว้ต้องมีอะไรดีกว่า Transformers แน่นอน

กลับมาที่ ประโยค “หากคุณต้องการชมตัวเอง โปรด เปิดเวปส่วนตัวของคุณเอง….. ไม่มีใครห้าม”

นี่ก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่ง ที่ผม เปิดเวปไซด์นี้ขึ้นมา เป็น STYLE BLOG ตามแบบฉบับของผม

การที่ผม จะมา BLOG ได้ แบบรายวัน แบบนี้ ผมต้องมีความกล้าอย่างมาก และต้องมีผลงานมากพอ ที่จะ BLOG ออกมา แล้วให้คนเชื่อได้ …..

ผมอยากให้สังคมไทยที่นี่ มีอะไร ผม ก็พยายามสร้าง ทำต้นแบบ สนับสนุน ไปเท่าที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านภาพถ่าย วีดีโอ เรื่องราวสนุกๆ

ผม อยาก เห็นเวปไซด์ ใหม่ๆ เกิดขึ้น มา ผมจะได้ คลิกไปอ่านอะไรสนุกๆ บ้าง

อ่านอะไรจากของคนอื่น ที่ผมชอบบ้าง เหมือนกับน้องๆพี่ๆ ทุกคนที่ตามอ่านผมอยู่ ณ วินาทีนี้นั่นแหละ

ถ้าอยากเป็นนักเขียนนัก BLOG ก็… ผมก็จะแนะนำให้ เพราะมีเวปไซด์กำลังจะเปิดใหม่…

อย่างที่บอก ผมจะได้นั่งดูความคิดอ่านของคนอื่นบ้าง……

No responses yet

Aug 18 2008

SNOWBOARD=การอัพฯยาของผม

Published by admin under Uncategorized

ผมพยายามเรียบเรียงความคิดใหม่… ทำไม ผมถึงอยากไป และทำไม ผมถึงไม่อยากไป

ผม ไม่ชอบสกี แต่ผม ชอบ สโนวบอร์ด …. ผมพื้นฐานสกีได้ (กล้าพูดเพราะเรียนมา Class เดียวกะดาเรส ณ บางกอก) แต่ผมไม่ชอบสกี ตรงที่ ผม ล้มเป็นปลาดาวไม่ได้ ต้องล้มพับเพียบ …. ผมชอบ SNOWBOARD การไปสกีของผมคือ การไปเล่น SNOWBOARD

ฉะนั้น สำหรับผม การไป SKI = การไป SNOW BOARD

ตอนไปเล่นสกีครั้งแรก ผมไปกะดาเรส …. ดาเรสก็งูๆ ปลาๆ พอเลื้อยบน Terrain ต่ำได้ เราไปเรียนสกีด้วยกัน แต่ดาเรส ไหวพริบดีกว่า เลยเล่นสกีได้

ผมมีจุดอ่อนอยู่นิดหน่อยคือ สมอง กับแขนขา แขนนิ้ว จะไม่ค่อนสามัคคีกัน…. เพราะสมองของผมชอบคิดอะไร Advanced เกิน Step ของคนธรรมดาจะเข้าใจ (ฉะนั้น ผมมีวิธีการพูดกับคนรู้จัก คือ พูดให้น้อย วันละนิด แล้วค่อยรอให้คนฟัง ไปประติดประต่อกัน) ลองสังเกตเวลา BLOG ผมจะจับ TOPIC ไม่ค่อยจะได้ และสิ่งที่ท่านเห็นอยู่ในขณะนี้คือ “แผนที่ในสมองของผมเอง”

คือ เวลา สมองมันไม่สามัคคีกับแขนขา (คือ ปรกติ จะใช้สมอง ไม่ใช้แรงงาน) ก็จะเกิดปรากฎการณ์ ควบคุมตัวเองไม่ได้

(ไปออกเรื่องโน้นอีกแล้ว)

สาเหตที่ผมไม่อยากไป SKI/SNOW BOARD เพราะว่า

  1. แพง
  2. ไปแล้วติด เลิกยาก
  3. เลิกยากแล้ว ก็อยากจะไปอีก และบางที ก็ต้องแอบไป
  4. พอต้องแอบไป แพงเท่าไร ก็ไป
  5. ติด กลายเป็นยาเสพติดชนิดหนึ่งสำหรับผม
  6. เบื่อ…. คนเยอะ

ทุกครั้งที่ผมไปเล่น บอร์ด กลับมา ผมจะโทรไปหาน้องชายของผม และบอกกับเค้าว่า

Snowboarding for me, it’s just literarily like drug. (I’ve never taken any party drugs but I meant…). This activity really frees me. I can use snowboarding to escape from the world for a day. The higher you go, the better you feel. The more you use, the more you become perfect. The more you play, the more athletic you transform. The more hours you on the snow, the more weight you loose…. The more, the better…

The reason that I compare to drug is because….it’s costly. The more you play, the more . If you are really addicted to Snowboarding, you will be definitely looking for an alternative method to free yourself.

คือ… ความรู้สึกสุดยอด ลืมโลกไปได้ เป็นการเล่นชนิดหนึ่ง ที่ ทำให้สมองและร่างกายทำการต่อเนื่อง ….. โดยเฉพาะสมองส่วน Cerebrum (ใต้ต้นคอ) ซึ่งปรกติ เราอาจจะไม่ได้ฝึกมันเท่าไร สมองส่วนนี้เป็นระบบ Auto Pilot ของร่างกายของเราครับ เวลาเราจะเดินไปหาแฟน หรือ วิ่งไปไหน สมองส่วนบ่นสั่งว่า “วิ่ง” หรือ “เดิน” และเจ้า Cerebrum ก็จะเริ่มสั่งจ่ายไฟฟ้าไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย มันเก่งมากๆ หากวิ่งไม่ตรงหรือเดินเบี้ยว ระบบ Auto Pilot จะสั่งให้เราเดินตรงเอง ยกเว้นหากมี อัลกอฮอไปตัด SPEED ของสมอง มันจะทำงานช้าลงทำให้เราล้มได้

(ไว้ คงจะเปิด บล๊อก สอนน้องๆ เรื่องสมอง ของคนเรา ให้เป็นเรื่องเป็นราวไปซะที หรือไม่ก็ เปิดครอ์ส สอนเลยดีมะ)

ครับ

คือ อย่างที่บอกคือ ผมไม่อยากไป เพราะมันแพง…. ใจ ก็ พยายาม คิด อยู่ ว่า “ไม่อยากไป ไม่อยากไป”

แต่ ใต้จิตสำนึก ก็คิดว่า “หากไปผมมันแน่… ผมอยากไปให้ลืมโลก”

และสิ่งที่ผมชอบที่สุดคืออะไรรู้มั๊ยครับ

ผม อยากไปสกี กับใครสักคน ที่เค้า ยอมจ่ายให้ผม หมดทุกอย่าง เพื่อให้ผม ได้ความรู้สึก มันส์แบบสุดยอด โดยที่กระเป๋าตังค์ผม ไม่สะเทือน

อันนั้น ผมจะมีความสุขมากๆ

การไปสกี ก็เลย กลายเป็นการ เอา “เงิน” มูลค่าสูง ไปแลกกับ “ความรู้สึก” สูงๆ ฮาย ๆ

สาเหตุที่ผมอยากไป SNOWBOARD เพราะว่า

ความรู้สึก ที่ผมได้จากการ SNOWBOARD คือ = ผมลืมเรื่องตลาดการเงิน ลืมเรื่องงาน ลืมเรื่องฯลฯ ลืมไปได้สนิท เพราะหัวสมองไม่ว่าง…… ผม นอนหลับฝันดี (ไว้จะเล่าให้ฟังว่าฝันว่าอย่างไร)

นั่นคือเหตุผลจริงๆ ที่ผม “ติด” ….. ติดเหมือนยาเสพติดเลยละครับ

ปรกติยาเสพติดของผม=ยานอนหลับ

และนี่ ผมเจออะไรที่ ดีกว่า ยานอนหลับอีก…… ข้อเสียนิดคือ แพงไปนิดนึง ต้องอยู่ในระดับเศรษฐีนิดๆ นึงจะได้ไปแบบ”สบาย”

ที่ผ่านๆ มา ผมพยายามลืม และพยายามบอกในใจว่า “อย่าไป กระเป๋าจะฉีก”

ฉีกแน่……….

หาก ผมต้องการความรู้สึกนี้ แล้ว ไม่มีใครหาให้ สิ่งที่ดีที่สุดที่ผมทำได้คือ เอา “เงิน” ไปแลก?

ไม่ใช่ว่า “เงิน” จะซื้อได้ทุกอย่าง แต่หากผมไม่มีเงิน ผมอาจจะไปไม่ถึง….

Anyway, แล้วแต่คนจะคิด

แต่เอาเป็นว่า ผม ติดแล้วแหละ เลิกยากด้วย….

Adrenalin อะดริน-นาริน

Snowboarding มันเป็นกิจกรรมที่ในใจลึกๆ ของผมอยากจะทำ เพื่อให้ร่างกายหลั่งสารฮอโมน อะดริน-นาริน (Adrenaline) จากธรรมชาติ ที่ผลิตจากตัวเองออกมาจากต่อมใต้สมอง… ปรกติสารพวกนี้ จะหลั่งออกมาในกรณีฉุกเฉิน หรือในกรณี ที่เราไม่เคยพบเห็น

สารนี้ บางที มันก็เป้นยาเสรพติด ในตัว…. เวลาได้รับแล้ว ร่างกายของคุณจะไฮเปอร์ (Hyperactivity) …

คือ สารนี้ ทำให้ หัวใจเต้นเร็วขึ้น

เวลาผมขึ้นไปอยู่บนสุดยอดภูเขาสูง กับ Boardของผม ผมจะได้รับ Adrenaline และหัวใจผมก็จะเต้นแรงมากๆ ทุกครั้ง

ทำให้ เส้นเลือดขยายตัว โลหิตไหลเวียนเร็ว ทำให้ร่างกายร้อนขึ้น และออกซิเจน วิ่งผ่านกล้ามเนื้อต่างๆ ได้เร็วขึ้น

มีผลทำให้เรา มีพลังในการ ทำอะไรบางอย่าง (เช่น วิ่งยกตุ่มน้ำหนี ไฟไหม้ได้ เพราะกลัว)

คือ หากเราควบคุมการหลั่งสารพวกนี้ได้ เราก็จะเป็น ซุปเปอร์แมน……

(ฉะนั้น นักกีฬาโอลิมปิก เค้าจะต้องฝึกทางด้านจิตใจด้วย ให้สามารถหลั่งสารนี้ได้ ตามต้องการ)

โดยเฉพาะ หากใครเป็นนักกีฬาอยู่แล้ว ผมจะบอกว่า เวลาคุณอยู่บนภูเขาหิมะ ที่ไม่สูงเกินไป (ไม่ใช่ Everest นะ) เส้นเลือดของคุณจะขยายใหญ่ขึ้น ทำให้สามารถส่งโมเลกุลของ Oxygen ผ่านเซลเม็ดโลหิตได้ มากขึ้น กล้ามเนื้อคุณมีพลังมากขึ้น ในการใช้เวลาที่น้อยลง ทำให้ คุณเล่นกีฬาได้มากขึ้น ฉะนั้น Winter Olympic บนภูเขาสูง คุณอาจจะได้เห็นอะไรที่่บางอย่าง มนุษย์ธรรมดาในระดับน้ำทะเลทำไม่ได้ แต่พวกเค้าทำได้……

เวลาผมเล่น SNOW BOARD ไปจนเริ่มชิน ผมลืม “ความตื่นเต้นไปเลย” แต่ทุกครั้ง ผมก็จะเช็คตัวเองที่จุดเริ่มต้น ว่า “หัวใจผมเต้นแรงกว่าปรกติหรือไม่” คำตอบคือ “มันเต้นแรง”

แรงดังตุบๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะเวลาไถลงเนิน สูงๆ ที่ ผมคิดว่า ผม ไม่น่าจะทำได้….

บางทีสารนี้เวลาออกมามากเกินไป ทำให้ผม “ปอดแหก” (หมายถึงกลัวน่ะ ไม่ได้ปอดแหกจริงๆ)

ผมจำได้ว่า ตอนที่เรียน SNOW BOARD ครั้งแรก ผมไปเรียนที่ Mt Blue Cow ผมก็ยังงง มากๆ ว่าทำไมครูฝึก(อายุก่อนกว่าผม สิบปี แต่เปี่ยมด้วยประสบการณ์ ในสายงานของเค้า)….. ทำไมครูเธอถึงพาผมไปสูงซะอย่างนั้น

บทเรียนที่ได้ จากการ “เรียน” และ “เล่น” SNOWBOARD ของผม

บทเรียนแรก คือ ทรงตัวบน SNOW BOARD ด้วยเท้าเดียวติดบอร์ด อีกเท้า ลอยๆ เบสิกๆ…. (ไว้ลงจากลิฟท์) กระโดดโลดเต้นยึกยักบนบอร์ดของตัวเองได้ โดยขาไม่พันกัน….. อันนี้ พอไหว เพราะ เค้าเริ่มที่พื้นเรียบ

หลักก็ง่ายๆ ใช้ส่วนอื่นของร่างกายช่วยทรงตัว สร้างความเสียดทาน เช่น การแอ่นหน้า แอ่นหลัง แอ่นพุง (คือ หากทำบ่อยๆ กล้ามท้องจะขึ้นมาเอง) แล้วก็ ขยับฝาเท้า จิกเท้าบ้างไรบ้าง แล้วแต่กรณี

บทเรียนบทที่สอง คือ ลงเนิน ด้วย SNOW BOARD

เวลาลง ให้ Board ขนานกับเนิน มันก็จะลงช้าๆ (คือเราเบรคมันไว้) แล้วค่อยไปไล่เลี้ยวซ้ายขวาในบทต่อไป

ไอ้บทที่สองนี้แหละ ผม ปอดแหกมากๆ เพราะครูพาไปเนินสูงปรี๊ด

ผม ลงได้ครึ่งทาง แล้วก็ ขอลาครูกลับบ้านเลย เพราะว่า ไม่เอาแล้ว กลัว

แค่ดูเนินก็กลัวแล้ว แล้วยิ่ง ระบบ Auto Pilot ของผม ไม่ค่อยจะดี ผมเลยเลิกซะงั้น เสียเงินไปฟรีๆ

แต่ไม่เป็นไรหรอก พอได้กลับไปไหม่ ผมก็เริ่มบท 1 ใหม่ แล้วก็ พยายามหาเพื่อนที่ เล่น SNOW BOARD

บทที่2 ของ SNOW BOARD ต้องเริ่มบนเขา….. ลองมองขึ้นไปบน Perisher มีแต่คนเอา SNOW BOARD มานั่งเป็นกลุ่มๆ

นั่นแหละ

เค้าต้องไปฝึกกันแบบนั้น น้องๆ ที่เล่นบอร์ด แล้วผมขอให้เค้าสอนผม เค้าบอกว่า เค้าจะสอนผม ก็ต่อเมื่อ

ผมยอม ขึ้นไป บนจุดสูงสุดของ LIFT และมองลงมาข้างล่างแล้ว และหาก ผมไม่ยอมขึ้นไปเค้าก็จะไม่สอน

เป็นข้อเสนอ และ Agreement ที่ผมจะต้องยินยอมรับ ไม่งั้น เค้าก็จะไม่สอน……

ผมก็เลยนึกถึง ครูคนเก่าที่เคยสอนผม เธอพูดเหมือนกัน ว่า SNOWBOARD ต้องเริ่มเล่นจากบนฟ้า….

ผมก็เลยขึ้นลิฟไป ข้างบน แล้วเค้าก็ให้ผม ไถ ลงมา หลายๆ รอบ แบบตรงๆ แบบ SNOWBOARD ดิ่งพระสุธา (คือไม่ต้องเลี้ยวเลย)

พอทำไปได้สักพัก ประกอบกับ ล้มเป็นปลาดาว ประมาณ 10 กว่าหน ระบบ Auto-Pilot ก็จะเริ่มถูกโปรแกรม โดยการใช้ผลลัพท์จาก Trial and Errors (เรียนรู้จากความผิดพลาด สร้างระบบ crossed check เพื่อป้องกัน การล้มในครั้งที่ 11…. บางสามารถตั้งโปรแกรมนี้ได้ภายใน 1-2 ครั้ง หากผมเจอ ผมจะทึ่่งในความสามารถของเค้ามากๆ และจะหมายหัวไว้ว่า คนนี้คือคนที่ผมต้องการมีความสัมพันธ์ด้วย)
.

กลับมาสู่โลก Re-Entry/Re-Enter the Atmosphere

ผมสามารถลงเนินได้อย่าง ไม่กลัวความสูง จะไปซ้าย หรือไปขวาก็ได้ แต่อย่าเร็วเกิน เพราะระบบ ระบบ Re-enter the atmosphere (Auto-pilot ขั้นสูง) ยังไม่ได้ถูกโปรแกรม

(Re-enter the atmosphere = การที่ยานอวกาศ กลับเข้าสู่โลก จะใช้ระบบ GPS นำทาง ก่อนจะเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ เค้าจะตั้งยานอวกาศให้บินกลับหัว แล้วปล่อยให้ มันค่อยๆ ตกเข้ามาในโลก และค่อยๆ กลับตัวแบบอัตโนมัติ ที่ความเร็วเท่าการตกอย่างอสระ ซึ่งเป็นความเร็วสูงมาก โดยมีโจทย์ว่า จะต้องเอาด้านดำ ฉนวนกันไฟ สีกับอากาศเท่านั้น …. โจทย์ข้อนี้ สมองคนเรา คิดไม่ทันว่า จะกดปุ่มไหนเพื่อ ปรับระดับตรงไหน เพราะมัน require ต้องตอบสนองต่ำกว่า 10 milliseconds ต้องใช้ระบบ Auto-Pilot ของคอมพิวเตอร์ อย่างเดียวเท่านั้น เพราะขณะนั้นมันเร็วสูงมากๆ และกระสวยอวกาศเองก็ไม่มีไอพ่น ต้องใช้แรงโน้มถ่วงอย่างเดียว (ซึ่งตรงตามหลักของ SNOWBOARD) ข้อแตกต่างคือ SNOWBOARD ล้มเป็นปลาดาวได้ แต่กระสวยอวกาศ มีสองอย่างให้เลือกคือ a เข้ามาในโลกได้ หรือ b ระเบิดกลางอากาศ ….ซึ่ง Auto-pilot นี้ ทำเรียนแบบการทำงานของสมองของมนุษย์ ….พอมาอยู่ในชั้น บรรยากาศแล้ว ความเร็วลดลง จึงจะควบคุมด้วยระบบ มือเปล่าได้ … RE-ENTRY อีกอัน ……..ชั่วโมงบิน หรือการเวลาเท่านั้น ที่เป็นข้อพิสูจน์ได้)

คือ เวลาวิ่ง Board เร็วๆ แล้ว ต้องมีสติ เพราะหากไม่มีสติ แล้วต้องการหยุดด้วยระบบ ปลาดาว ปลาดาว จะต้อง ลอยตัวบนอากาศก่อน แล้วค่อยตกบนหิมะ (ใช้หิมะเบรค)

สติ=วิชาตัวเบา

และหากเป็นนักบินนักบอร์ด ฝึกหัด เวลาทำอะไรก็จะต้องมีระบบดีเลย คือ หากเราต้องการเลี้ยวด้วยบอร์ด ต้องตั้งเค้าก่อน ประมาณ 5 วินาที ไม่งั้น เราจะร่อน เป็นปลาดาว ตกพื้น….

และหากจำเป็น ปลาดาว ก็จะต้องตกพื้น ด้านใดด้านหนึ่ง และก่อนที่จะลุกขึ้นได้ใหม่ก็จะต้องพลิกตัวกลับให้ถูกด้านก่อน

เอาเป็นว่า ก้นระบม ไปกับ วันแรก ที่พยายามทบทวนบทเรียน

แต่ เป็นธรรมชาติของมนุษย์

ผมเล่นเป็นได้ เพราะล้ม

คนสอน เค้า ก็ พยายามสอนผมเต็ม ที่ เค้ารู้ว่า ผมล้มแล้วเจ็บ แต่…. เค้าก็ต้อง “ยินยอมกล้ำกลืน” ให้ผมล้ม

และ เค้ายังยืนกราน จุดยืนของเค้า ว่า ผมล้ม เพราะ “ผมยังไม่เป็น” และผม ก็ต้อง “ยอมรับ” ในจุดนั้น เพราะหลักฐานคาหนังคาเขา

บางทีผมก็ล้มแล้วล้มอีก จนเค้า เบื่อ และเอือมระอา …..

และบางกรณีก็ยืนยันที่จะมี CONFLICT กับผม เพื่อที่จะสอนผม…. ซึ่งตอนแรกผม ก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่เค้ายังโชว์ให้ผมเห็นเสมอว่าเค้าเก่งกว่า

และเค้าก็พยายามโชวผม เพื่อให้ผม “อยากทำอย่างเค้า” เป็น INSPIRATION ให้ผม

และในที่สุด

วันหนึ่งก็มาถึง ผม SNOWBOARD พอได้ไหลลงเนินลงมาได้ อย่างสบายๆ ซ้ายขวาได้ (กำลังจะเริ่มแอ่นพุง แล้วเอาหลังลง) แถม มีมือว่าง ถ่ายรูป ถ่ายวีดีโอได้……

ผมก็ทำให้เค้าดู…. โชว์ ซะงั้น

.

.

.

คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า ผม จะเป็นบัวประเภทไหน เหนือน้ำ หรือ ใต้น้ำ….. จะรู้เร็ว เข้าใจเร็ว รู้ช้า เข้าใจช้า ก็ขึ้นอยู่กับตรงนั้น….

.

.

ระหว่างทาง ผมก็บอกเค้าว่า “ผมขอบคุณที่เค้าพยายามไม่เข้าข้างผม เพื่อที่จะสอนผมให้เป้น” ผมเพิ่งจะเข้าใจ ความรู้สึกของเค้า

เค้าตอบว่า ผลงานและเวลาเท่านั้น ที่จะพิสูจน์ได้ว่า ผมเป็นแล้ว ผมก็เลย ไถลงมาให้เค้าดู ว่า “เนี่ย ผมได้แล้ว วิชาตัวเบาขั้นแรก”

เค้าบอกผมว่า “วันนี้ฝึกแค่นี้แหละ”

ผม อยากจะให้เค้าฝึกท่าใหม่ให้ต่อ เช่นพวก ท่ากลับหน้าเป็นหลัง ท่าจิกเท้า ท่าฯลฯ แต่เค้าไม่สอน

ผมถามว่า “ทำไม”

เค้าตอบว่า “ไปฝึกวิชาตัวเบามาก่อน ให้ลงเนินนี้ได้สักร้อยครั้ง โดยที่ไม่ล้มเลย หรือสามารถนั่งลงแล้วไม่เจ็บก้น เจ็บแขน เจ็บเข่าก่อน CONVINCE ME ให้เห็นก่อน….. จึงจะสอนบทต่อไปให้”

ผมก็น้อมรับโดยดี และตั้งหน้าตั้งใจฝึก

แต่อย่างที่บอก ในใจผม มันไปโน่นแล้ว SNOWBOARD กระโดดข้ามเนิน…. หรือไม่ก็ ฉวัดเฉวียน เฟิ้บฟ๊าบ

แต่เพื่อความชัวร์ เค้าสอนผมไว้ทุกขึ้นตอน ถึง “ความปลอดภัย” หรือ การหยุด BREAK ที่เป็น BASICพื้นฐานของการเล่นทั้งหมด

เพราะหากขาด BASIC ตรงนี้ไปแล้ว การฝึกฉวัดเฉวียน เฟิ้บฟ๊าบ ขั้น Advanced แทนที่จะทำให้เราดู เล่นบอร์ดอวดสาวเก่ง เลิศ ดูดี รวย มีสกุล… ก็จะทำให้เราตกอยู่ในอันตรายโดยที่เราไม่รู้ตัว  และแน่นอน มีการ “ตายกันได้” อย่างข่าวเมื่อวานนี้….

ฉะนั้น BASIC ก็สำคัญ

และแน่นอน หากผมกลับไปอีก ผมก็จะไป “เรียน” ต่อ จะได้ “เป็นเร็ว”

ฉะนั้น ผม ยอมรับเสมอว่า การ “เรียน” เป็นกระบวนการที่ไม่รู้จบ

เอาไว้จะเล่าให้ฟังต่อ เพราะได้เรียนรู้อะไรมาอีกมากๆ อย่างไม่น่าเชื่อ

No responses yet

Aug 18 2008

SKI TRIP @ PERISHER BLUE

Published by admin under Uncategorized

กลับมาจาก Perisher Blue อย่างปลอดภัย แล้ว ….  แล้วจะเล่าให้ฟังอีกที นะครับ
ยังไงก็ขอยืนยันว่า คณะของเราปลอดภัยดีทุดคน  แต่หากใครได้ไป ก็ ต้องรักษาตัวให้ดีด้วย เพราะอาจเกิดเหตุฉุกเฉินได้ตลอดเวลา (SMH: Man killed in avalanche - Horror day in snow)

แล้วจะเล่าเรื่องน้องเจนให้ฟังอีกทีนะครับ …

No responses yet

Aug 16 2008

IQ TEST มีที่ไหนเค้าต้องทดสอบเพื่อขึ้นเงินเดือนกันบ้าง?

Published by admin under Uncategorized

มีที่ไหน ใช้ IQ TEST กันบ้างมั๊ย?

เคยถามกันมั๊ย ว่า ทำไม ต้องมี IQ Test

ผมเอง เป็นคนหนึ่ง ที่ ไม่เคยทำ IQ Test เหตุผล เพราะว่า ไม่จำเป็น ในขณะนี้ แต่ หากผมไปทำงานกับ Corporate ใหญ่ๆ คือ อาจจะต้องทำ

คนที่ถูกทำ IQ TEST คือ แม่….

คือ ได้คุยกับแม่ จำได้ว่า เธอเคยไป IQ TEST แต่ไม่เข้าใจว่า เธอไปทำเพราะอะไร

.

.

แม่ ทำงาน ที่ ธนาคาร สมัยที่เข้ามา แรกๆ แม่ เป็น Teller ของธนาคาร รับฝากเงิน (ตำแหน่งต่ำสุดในธนาคาร เรียกว่า เสมียน คือ พิมพ์ชื่อลูกค้าลงเครื่อง ต้องพิมพ์ดีดได้ เสมียนทำงานด้านหลัง Teller ตำแน่งขั้นต่อไปคือ Teller ผู้นับเงิน รองผู้จัดการสาขา ผู้ช่วยรอง ฯลฯ แล้วก็มาถึงผู้จัดการสาขา และสูงขึ้นไปมี ผู้จัดการภาค ผู้จัดการแผนก แผนกบัญชี แผนกสินเชื่อ แผนกเงินฝาก แผนกการธนาคาร และสูงสุดเป็นแผนกตรวจสอบบัญชี ซึ่ง ต้องมีการคัดเลือกกันแบบ เอาเป็นเอาตาย เพราะหากผู้ตรวจสอบไม่ซื่อตรง ก็จะทำให้ธนาคารมีรูรั่ว จะมีความนำคัญสูงเท่าแผนก ส่วนแผนกรับใช้ผู้บริหารเรียกว่าแผนก ขึ้นตรงผู้บริหาร) ประมาณนี้

ส่วนธนาคาร ก็ต้องพยายามหาเงินทุนเข้ามา ให้มีมากพอที่จะปล่อยให้เกิดรูรั่วประจำวันได้ (เหมือนอุบัติเหตุ เกิดขึ้นได้เสมอ บางทีเราก็ห้ามไม่ได้)

แต่ต้องมีกลไกให้สามารถตรวจสอบเจอได้ในวันรุ่งขึ้น หรือ ไม่มีโอกาสได้เกิด…. โดยเฉพาะรูรั่วทาง VIRTUAL MONEY (เงินในคอมพิวเตอร์ที่สำนักงานใหญ่ หรือในระบบธนาคารแห่งประเทศไทย และกระทรวงการคลัง พวกนี้ เค้าไม่มีเงินสด เค้าใช้ VIRTUAL MONEY) หากมีความผิดพลาด มีสิทธสูญเงินทั้งธนาคารได้ โดยเฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย หากคนทำไม่เก่งจริง หรือไม่มีความรู้ด้านการเงิน ก็ไม่สามารถคำนวนหา VIRTUAL MONEY สร้างความแข็งแกร่งให้กับเงินบาทได้ เพราะว่า VIRTUAL MONEY เป็นอะไรที่มองไม่เห็น CROSSED CHECK กับ PHYSICAL MONEY ไม่ได้ … (เค้าใช้วิธี DATA MATCHING, SATATISTIC AND FINANCIAL ANALYSISในการตรวจเช็ค)

หากสาขาใดสาขาหนึ่ง ล่มสลาย โดนเผาไฟ เงินสดมอดไป 100 ล้านบาท ก็ยังมี VIRTUAL MONEY เหลืออยู่…. แต่หากคน HACK ระบบเข้าไปขโมย VIRTUAL MONEY สาขาที่เปิดเอาไว้ ก็ไล้บอย ฝากถอนอะไรไม่ได้…. (คือ ไอ้ 100ล้านนี่คือ เงินที่ธนาคารปล่อยไว้ให้รั่วในกรณีที่จับอะไรใครไม่ได้ ก็ต้องลงเป็นค่าใช้จ่าย และเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงสุดในกรณีที่จับใครมารับผิดชอบไม่ได้)

อ้าว นอกเรื่อง อีกแล้ว

เซ็งมะ อ่าน BLOG ผม วันๆ มีแต่เรื่องเงินๆทองๆ

ต่อ…

เจ้านายของแม่แห็นแม่ มาจากตระกูลเจ้าฯ เลยส่งแม่ให้ไปทำงาน ที่ สาขาเคลื่อนที่ในพระราชวังฯ

เงินเดือนก็เล็กน้อย อาศัยว่า ทำงานสบาย

พอถึงเวลา ที่ ธนาคาร ก็ จัดการสอบเลื่อนตำแหน่ง ให้เงินเดือนสูงขึ้น มีการสอบบัญชี และสอบความเชี่ยวชาญทางสายงาน เพราะหากไม่สอบ เงินเดือนก็จะขึ้นไปเรื่อยๆ ประมาณ 30 ขั้น และขั้นที่สูงสุดก็เป็นขั้นของ พนักงานผู้น้อยไม่ใช่ขั้นสูงแบบผู้บริหาร

ซึ่งข้อสอบก็ไม่ยาก เลยมีผู้สอบได้เยอะมากๆ จะจัดให้สอบใหม่ก็ไม่แฟร์ เพราะกรรมการเห็นว่าเป็นข้อสอบที่เหมาะสมแล้ว

ธนาคารก็เลย จัดสอบ IQ TEST กันพนักงาน ที่ต้องการขึ้นเงินเดือนทั้งหมดทุกสาขาทั่วประเทศ เพื่อคัดเลือกคนที่ “ไหวพริบดี” มารักษาเงินให้กับธนาคาร

เพราะในกรณีที่ ธนาคาร ไม่สามารถบอกได้ ว่า ใคร IQ ดีกว่าใคร เพราะ “ความรู้เรียนทันกันหมด” ก็จะต้องสอบ IQ

แม่ สอบตก IQ ไม่ดี …. แต่เรื่อง นับเงิน แม่ไม่เป็นสองรองใคร ขาดไปบาทเดียวแม่ก็นับแล้วนับอีกจนครบ จนหายสงสัย

พนักงานรุ่นน้องๆ ที่อายุน้อยกว่า โดยเฉพาะตอนแม่อายุมากขึ้น ก็ยังมีการสอบ IQ อยู่ น้องๆ อายุน้อย ก็มาเป็นเจ้านายของแม่

และตอนหลัง แม่ก็เลิกสอบไอคิว เพราะทำข้อสอบไม่ได้

หลังจากแม่ เกษียณ อายุ แม่ แค้นการสอบ IQ พอควร

แม่เลย พยายาม หาอะไรทำ ลับสมอง อยู่ตลอดเวลา เช่น

  • ทำอาหารแปลกๆ เอาตำราอาหารฝรั่ง ขนม มาทำ
  • ขับรถไปส่งลูก (การขับรถต้องใช้สมอง และไหวพริบพอควร)
  • ทำความสะอาด ซ่อมสิ่งของที่เสียแล้ว ให้กลับมาใช้ได้ใหม่
  • เล่นเกมส์ ทดสอบความจำ
  • เรียนดนตรี กับน้อง….

ถามแม่ แม่บอกว่า แม่ไม่อยากสมองฝ่อ เพราะแม่แก่แล้ว แม่ไปเรียน Anatomy มา(สำหรับผู้ใหญ่)

MY GOD แม่ชั้น เรียน ANATOMY

แม่ถามว่าลูกได้เรียนหรือยัง ANATOMY

ผมตอบว่า ผมได้ใบประกาศแล้ว 1 ใบ ANATOMY AND PHYSIOLOGY เรื่องร่างการของมุษย์ (วิชาปลงสังขาร)

แม่ห่วงเรื่องสมอง แม่บอก

ผมเลยระลึกถึงอาจารย์(ผมเรียนกับอาจารย์ฝรั้่งน่ะ) ที่สอน A&P ผม

สมอง= คืออะไร

  1. เซล สมอง เป็นอะไรที่ยากจะอธิบาย ว่า มันสามารถจำได้อย่างไร
  2. แต่สามารถอธิบายว่า ส่วนไหนของสมองไว้ทำอะไร เช่น ส่วนของภาษา จะมีก้อนหนึ่ง หากตัดออกให้ถูกส่วน ผมจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้อีกเลย ส่วนของดนตรี หากตัดออก ผมจะเล่นดนตรีไม่ได้อีกเลย ส่วนที่ใช้ระบบ AUTOPILOT (AutoPilot=เวลาเรากำลังจะล้มแล้วร่างกายก็จะพยายามทรงตัวให้เราเกือบล้มหากทำสำเร็จเราก็จะไม่ล้ม) หากขาดไป เราก็จะเดินไม่ได้ ทำอะไรอัตโนมัติไม่ได้
  3. สมอง ทำให้เราเป็นเรา ทุกคนมี มือ มีหัวใจ หัวใจยังผ่าตัดนำมาใส่อีกคนได้ แต่สมอง คือ “เราเป็นเรา”
  4. สมองจริงๆ สด ๆ ที่คิดได้ จะเหมือนเยลลี่ หากตกพื้น ก็จะแตกกระจายไม่มีชิ้นดี ฉะนั้น เราจะได้ยินเรื่อง “รถชน สมองแตกกระจายเต็มรถ” หรือ ถูกยิงกระโลกแตกสมอง กระจาย
  5. สมองที่ดองไว้ให้นักเรียนดูมันจะแข็งๆ นั่นไม่ใช่สมองจริงๆ
  6. เวลาจำ เซลสมอง จะเกิดตัวขึ้น เวลาลืม เซลสมอง ก็จะหดตัวหรือหายไป
  7. เวลาใช้ความจำตรงนั้นบ่อยๆ เซลสมองตรงนั้นก็จะหนาขึ้น เวลาไม่ใช้ มันก่ฝ่อไป
  8. พระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนว่า สมองคนเราเป็นอวัยวะในร่างกายที่ควบคุมยาก จะควบคุมมันได้ต้องฝึกควบคุมมัน ทางพุทธใช้การนั่งสมาธิ หากคุมให้มีสมาธิว่างได้ ก็สามารถคุมให้มันทำอะไรอย่างอื่นได้ ไม่แพ้กัน

สรุปคือ หากเราเอาแต่สบาย ไม่ทำอะไร ที่ “ลับสมอง” เวลามารู้ตัวอีกที เซลมันก็ฝ่อไปหมด จนจำไม่ได้

และหากคิดหากแก้ปัญหาบ่อยๆ ก็จะทำให้ IQ ดี ซึ่ง IQ ก็มีทักษะการแก้ปัญหา และความจำด้วย

อย่างคุณจำได้หรือไม่ว่า

โลก หากจ่างดวงอาทิตย์ กี่พ้นไมล์?
แสงเดินทางมาถึงโลกใช้เวลากี่นาที
ความเร็วของเสียงคือ กี่ กิโลเมตร ต่อวินาที

อะไรแบบนี้

นั่นแหละ …..

จะขอ PR เค้ายังมีให้สอบ IELTS Test เลย….
นอกจากธนาคารแล้ว ผมไม่รู้ว่า ที่ไหนมี IQ Test อีกหรือไม่

แต่จะบอกว่า IQ ของเราก็สามารถ สร้างได้
สมองเราฝึกได้

การเขียน BLOG ก็เป็นการฝึกสมองอย่างหนึ่ง และเป็นการ COPY ข้อมูลจากสมองลงมาเก็บไว้ด้วยน่ะ

Comments Off

Aug 15 2008

ไข่ลูกเขย, Shepherd Pie, Tuna Pie, Hamburger

Published by admin under Uncategorized

ขึ้นหัวข้อมา บางคนก็น้ำลายไหลซะงั้น

แต่บางคเนเริ่มสังเกต ว่า มีเมนู อาหาร ไทย และฝรั่ง (ฉลาดมาก)

ผมอยู่บ้าน HOME STAY ฝรั่งน่ะครับ มาแต่ไหนแต่ไร อะไรที่คนไทย แหลกม่ายล่าย ผมก็จะแหลกล่าย….

และผมดันไปสัญญากับเจ้าของบ้าน(ฝรั่ง)ไว้แล้วด้วยว่า ผมจะทำอาหารให้เค้า เค้าอยากทานอะไรผมจะทำให้

เวรกรรมจริงๆ ไม่รู้ว่าชาติที่แล้ว ไปทำอะไร ที่ไหนไว้

เล่าเรื่องไข่ลูกเขยก่อน

ไข่ลูกเขย

คืออาหารโปรดของผม ถ้าเวลาผมอยาก แล้วผมไม่ได้ทาน ผมจะคลั่ง แล้วคิดถึงบ้าน…..

ยุทธการไข่ลูกเขยของผมจะแปลกกว่าชาวบ้านนิดหน่อย…

โจทย์ในการทำไข่ลูกเขยของผมคือ ใช้เวลาทำให้น้อยที่สุด ผลลัพท์จะต้องได้ ข้าวสุก และไข่ลูกเขย

วิธีทำของผมคือ เริ่มหุงข้าว และต้มไข่ในเวลาเดียวกัน ขณะต้มก็หั่นหอมแดงเจียว (แล้วเวลาเจียวก็จะต้อง ไปตั้งเตานอกบ้าน ให้หมู่บ้านฝรั่งรู้ว่า บ้านคนไทยเจียวหอม … คือไม่งั้นบ้านเหม็นกลิ่นหอมเจียว) และขณะเดียวกันก็ทำน้ำมะขามหวานไปด้วย พอไข่สุก็ปอกแล้วรีบทอดต่อ พอข้าวสุก ทอดเสร็จ ก็เอาน้ำผสมกัน เสริฟได้ ใช้เวลา 15 นาที (From scratch)

ส่วนใหญ่ผมจะแข่งกับตัวเอง เป็นไข่ลูกเขยมารทอน….

ข้อเสียของการใช้เวลาน้อย คือ ต้องใช้ หม้อ กะทะ ถ้วยเยอะ อุปกรณ์วุ่นวายมาก แต่ใช้คนเดียวทำ เวลาน้อย อาศัยเครื่องล้างจานช่วยประหยัดเวลาล้าง ก็ทานได้เลย

Hamburger

อันนี้ของโปรดฝรั่ง ก็ง่ายๆ ซื้อเนื้อบดมา หากอยากให้ละเอียดก็สับต่อ แล้วก็ใส่พวก หอมใหญ่ซอย ผักซอย น้ำมะเขือเทศ แป้งมันไข่ ซอสอะไรแปลกๆ ของฝรั่ง (หากทำรสไทยๆ ก็เอาของไทยๆ ใส่) แล้วก็ทอด ออกมาก็ กลายเป็น Hamburger ทานแบบมีขนมปัง Burger Roll หรือไม่มีก็ได้ มีสลัดก็ได้ไม่ทีก็ได้ ทำบ่อย บ่อยกว่าหุงข้าวอีก เพราะว่าที่บ้านมีผมคนไทยคนเดียว

Shepherd Pie, Tuna Pie

Shepherd Pie นี่ง่ายหน่อย สูตรของผมแบบไทยๆ คือ ทำใส่ของไข่ยัดใส้แต่ไม้ต้องหวาน ใส่ถาดแล้วโปะด้วยมันบทแล้วเข้าไป GRILL ในเตาอบ หากทำให้คนไทยใช้ผักไทยๆ เช่นหอมใหญ่ หากทำให้ฝรั่ง ใช้ผักฝรั่ง เช่น LEEK หรือหัวอะไรแปลกๆ ซะลาลี่ ไรงี้ แล้วก็ใช้พาสลี่แทนผักชี

TUNA PIE ก็ทรมานกว่าหน่อย เพราะต้องซื้อครีม ซื้อ ฯลฯ โอ๊ยสารพัด แบกกันเมื่อย

คือ ผมต้องเปิดกว้างน่ะ การที่ทำอาหารอะไรแปลกๆ เหมือนการที่ได้ เคลียสมองและความคิดของตัวเอง เปิดให้รับอะไรใหม่ๆ พยายามเปิดกว้าง ไม่มีอคติ กับ มัน

เช่น เวลาก่อนทำ ผมก็ต้อง คิดว่า เออ มันจะออกมารสชาติไหนก็เอาอันนั้นแหละ

ทำใจไปล่วงหน้า แล้วก็เริ่มทำ ไปตาม Recipie

ต้องเปิดใจ รับ วิธีทำ และขั้นตอนการทำ ในหนังสือ อ่านแล้ว ให้เข้าใจก่อน ว่าอะไรทำก่อนหลัง ทำตามเป๊ะ ไม่งั้นเวลาทำอาหารอะไรใหม่ๆ แล้วข้ามขั้นตอน จะเสียเวลามาก กว่าจะล่ายแหลก ก็เหนื่อยกันพอดี

โดยเฉพาะ หากเป็นสิ่งที่เราไม่ถนัด เช่น อาหารฝรั่ง

เราก็จะต้องเคารพใน เรซีพี หรือ ขั้นตอนการทำ และการเตรียม เริ่มจากการ ช้อปปิ้งเลย ต้องไปสรรหา ของฝรั่ง มา บางทีผมยังคิด “มีแบบนี้ด้วยเหรอฟะ คนประเทศนี้เค้าทาน LEEK แทนต้นหอมเหรอ? แล้วใบมัน เอาไปทำอะไร?”

เราจะไปด่าฝร้่งว่า คิดเมนูนี้ออกมาได้ไงไม่ได้ เพราะฝรั้่งเค้าก็คงคิดเหมือนกันเวลาเป็นเมนูอาหารไทย เค้าก็ต้องเคารพเมนูของเรา

นั่นแหละ

อาหารอะไรที่ผม ชอบ ครั้งแรก จะทำยาก เหมือนโดนบังคับ แต่ครั้งต่อไป

ผมจะเร็วขึ้น

แต่แน่นอน เวลาผมเร็วขึ้น ผมต้อง MAKE SURE ว่า ผมเร็วเพราะประสบการณ์ ไม่ได้ข้ามขั้นตอน เพราะอย่างการทำอาหาร มันต้องมี ขั้นตอน หากข้าม ก็อาจจะเสร็จช้า หรือ อาจจต้องหั่นของเพิ่ม หรือ ทำแก้

และบางที ทำอาหาร นานๆ ไป เราก็จะลืมใส่อะไรบางอย่าง (เช่น อาจลืมแป้ง ลืมอะไรเล็กๆน้อยๆ)

ก็ควรที่จะกลับไปทบทวนขั้นตอนบ้าง ว่างๆ

หากเกลียดการทวนขั้น ตอน ก็พยายามคิดว่า เขียนตำราเอง แล้วก็ เขียนตำราอาหารเอง เก็บไว้ในครัว

บ่นไรมายาวขนาดนี้ฟะ

สรุปคือ การทำครัวของผม = เป็นการเรียนรู้การทำงานอย่างหนึ่ง

บางทีผมมีคำถามอื่นๆ ในชีวิต ที่เข้ามา ผม จะคิดได้ เวลา ผมทำครัว

บางที ผมคิดได้ เวลาผมกำลัง หั่นไก่ อยู่ คามือ ไรอย่างนั้น

และ หมอ ที่ให้คำปรึกษาด้านสมองของผมกล่าวว่า “ผมปวดหัวเพราะผมคิดมากเกินไป และผมไม่ยอมหยุดคิด” (สังเกตมะ ว่า ผมเป็นโรคไม่ยอมหยุดคิดจริงๆ)

และการไม่ยอมหนุดคิดก็นอนไม่หลับ มีผลตามมา ฯลฯ

ผมก็เลยถามหมอว่า จะให้ทำอย่างไร หมอแนะนำให้ เขียน เขียน เขียน

ฉะนั้น ผม จะมีงานเขียน ค่อนข้างเยอะ มีสมุดโน๊ต หลายเล่ม หลาย THEME แบ่งเป็นเรื่องต่างๆ

เอ้า ดูแค่ BLOG นี่ ลองนับถอยหลังไปเลยเมื่อ 365 ปีก่อน ที่ผ่านมา ผมมี BLOG เกินกว่า 365 ENTRIES ใครจะขยันเขียนได้ขนาดนั้น?

การเขียน BLOG=การดาวโหลดข้อมูลจากสมอง เพื่อ COPY เข้าไปยังสมองของคนอื่นๆ

วันหนึ่งๆมีน้องๆนักเรียนไทยแวะมาอ่าน BLOGของผมประมาณ 300+ คน ผมเชื่อว่า ได้อะไรไปบ้าง ไม่มากก็น้อย และแน่นอน การเขียน BLOG ต้องเคารพตัวเอง

เพราะ BLOG คือ สาธารณะ คุณต้องกล้าพอ ที่จะยอมรับ COMMENT, ยอมรับผิด, ยอมรับความผิดของตัวเองที่ได้พูดผิดเอาไว้ใน BLOG ก่อนๆ อย่างตั้งใจ และชี้แจงเหตุผล เพราะคุณมีเหตุผลที่ทำไป และพยายามตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะไม่ย้อนกลับไปทำผิด

ไม่ฉะนั้นแล้ว คนก็จะไม่อ่าน BLOG ของคุณ ไม่เคารพ ความคิด และไอเดียของคุณ

ไม่ศรัทรา ในตัวคุณ

แต่หากคุณ ยอมรับในสิ่งที่คุณพูดไปได้ ในความเป็นตริง ทุกคนก็จะรักคุณ

ทุกคนก็จะยอมอ่าน BLOGของคุณ และเชื่อในตัวคุณ และยอมคุณ ยอมอ่าน BLOG ของคุณ

และกลายเป็น “แฟน” ประจำ BLOG ของคุณ

.

.

กลายมาออกเรื่องนี้ได้ไงฟะ

No responses yet

Aug 14 2008

จะตามน้องเจนไปสกี

Published by admin under Uncategorized

ตามจริง รูป เบลอๆ ก็ดีเหมือนกันนะ ที่เหลือไว้จินตนาการเอาเอง

ใครเปิดเวปมาแล้วก็ทนดูกันหน่อย ช่วยไม่ได้….เปิดมาเจอเอง…

สัปดาห์ที่ผ่านมาผม ปวดหัวเรื่องงานมากๆ บางวันทำอะไรไม่ได้เลย ต้องนอนกลางวัน ทั้งๆ ที่ไม่อยากนอน ปวดมากจนบางทีผมเองก็ไม่อยากจะอยู่ในโลกนี้ เพื่อเผชิญปัญหานี้

ก็ยังคิดอยู่เหมือนกันว่า หากถูกล๊อตโต้ ผมจะปวดหัวแบบนี้หรือไม่? ถ้าปวด=แสดงว่า… ถ้าไม่ปวดแสดงว่า… (ให้ใส่คอมเม้นกันเอาเอง)

เวลาก็ไม่ค่อยจะมี แต่สัญญากับเวป ไว้ว่าจะมาอัพให้

จะตามน้องเจนไปสกี

อะนะ ผมมี MISSION ของผมว่าจะไปถ่ายรูปน้องเจน มาทำเป็น ปฎิทิน ของผมสำหรับปีหน้า ตลอดปี… สำเร็จหรือไม่ก็ โปรดติดตาม

ตามจริงแล้ว ผมเองก็ไม่ได้อยากไปสกีเท่าไร (เพราะจริงๆ ก็ไม่พร้อม) แต่เห็นว่ามีเพื่อนที่ทำงานอยากไปกัน และหลายๆ คนก็ OK กับเรื่องการไปสกี ก็เลยจัดไปสกีขึ้นมาซะงั้น เราทั้งหมดจะได้มีเวลาได้ทำกิจกรรมร่วมกันบ้าง

HOLIDAY ของผมผมต้องการ เปียกน้ำ แต่ ที่ผมเกิดเริ่มอยากไปเพราะเค้ามีสระน้ำอุ่นที่สกี ก็อาจจะได้เปียกบ้าง หรือผมอาจจะชิลๆ เย็นๆ

คือที่อยากไป จริงๆ เพราะว่า ผมอยากทำกิจกรรมร่วมกัน เพราะปรกติแล้ว เราต่างคนต่างก็ไม่มีเวลา

ผมชอบการไปทำกิจกรรมร่วมกัน มากๆ ตั้งแต่สมัยเรียน ผมจะพยายามออกค่าย ไปรับน้อง ทุกสัปดาห์ คือ เทศการรับน้องมีประมาณ 5 สัปดาห์ ผมก็จะไป 5 ค่าย …

หรือ เวลา ทางสถาบันขออาสาสมัครออกค่าย ทดสอบความอดทน ที่ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า ทุกคนก็จะส่งผมไป (คือเค้าคงเห็นผมว่าเป็นคนอ่อนแอ แต่ผมกลับกลายเป็นคนที่อดทนขึ้นมาซะงั้น ไว้ว่างๆ จะเล่าเรื่อง รร นายร้อยให้ฟัง )

เล่าไปโน่น

การไปสกีของเรา ก็มีเวลาจำกัด และเวลาทุกนาที ที่เราจะใช้ด้วยกัน ก็ดูเป็นเงินเป็นทองไปหมด

ประเทศนี้ อะไรก็ดูเป็นเงินเป็นทองไปหมด ทุกอย่าง นั่นแหละ โดยเฉพาะนครซิดนี่ย์ ถือว่าเป็น “เมืองแห่งเงินตรา” แค่ก้าวขาออกจากบ้าน ก็เสียเงินแล้ว

บางที ผมก็ เกลียดมัน

บางทีผม ก็ รักมัน

สิ่งที่ผมอยากจะได้จากการไปสกี คือการเรียนรู้ นิสัยใจคอ ของผู้ร่วมเดินทาง และผู้ที่ผมจะมีโอกาสไปพบให้มากที่สุด แม้กระทั่ง”คนขับรถ” นั่นคือ สิ่งที่ผมต้องการ The more you spend time together, to more you know about them.

ดาเรส มักเห็นว่าผมเป็นคนเก็บกด เธอก็มักจะให้ผมไปเที่ยวบ้าง ….

ก็มีเรื่องสนุกๆ คือ

ผมมักจะไปเกาะเค้าเตอร์ ร้าน ณ บางกอก ไปบ่นพึมพัมกับน้องเจน (น้อง Favorite ของผมน่ะ ทุกคนรู้ใช่มะ ที่เค้ามีแฟนเป็นซุปเปอร์แมนน่ะ) เสมอๆ ว่า ไม่รู้ว่า ชาตินี้ ผมจะมีโอกาสได้ไปเที่ยวกับเค้าบ้างหรือไม่ หากไม่สองต่อสอง ก็ขอให้ไปเป็นหมู่คณะ ก็ยังดี

เราดวงไม่เคยสมกันเลย…. แค่รอถูกล๊อตโต้ $30 ล้านเหรียญเท่านั้นเอง ถ้าไม่แก่ตายก็รอไปเรื่อยๆก่อน

แล้วผมเองก็ยุ่งๆ ๆม่ได้ติดต่ออะไรไปอีก… นอกจากดูวีดีโอคลิปของน้องเธอ รายวัน

วีดีโอคลิป=แรกๆ เธอก็เขิน แต่ผมก็ขอให้เธอ เล่นกับกล้อง และเธอทราบดีว่า คลิปที่ผมอัดไป ผมไม่เคยเปิดให้คนอื่นดู เธอก็เริ่มเชื่อในสิ่งที่ผมให้สัญญา และผมก็ขอ คลิปจากเธอมากขึ้น เช่น ท่าทาง น่ารักๆ ของเธอ กุ๊กกิ๊ก งอน ยิ้ม หรือ ตอนปฎิบัติหน้าที่ พนักงานเสริฟ … ผมมีหมดแหละ

หากผมป่วย ผมขอร้อง แฟนๆ Blog ของผมด้วยว่า ช่วยไปหาเธอ แล้วอัดวีดีโอคลิปของเธอ ไปให้ผมดูที่โรงพยาบาล พยายามให้เธอ Pretend ว่าเธอคิดถึงผม (ถึงแม้ว่าเธอจะเกลียดผมก็ตาม) พยายามให้เธอเข้ามาทำให้โลกของผมสดใส ให้เธออยู่ในโลกของผม

โลกของผม=ผมชอบเธอ และเธอก็ชอบผม
โลกของเธอ=ผมไม่ใช่คนสำคัญในชีวิตจริงๆ ของเธอ และแฟนเธอก็ไม่ใช่ผม

คือ หากผมป่วยมากๆ ช่วยอัดมาหน่อย แล้วเปิดให้ผมดู คุณจะรู้ว่า ผมแทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง

บางที ผมก็พยายามไปอธิบายให้เธอฟัง เรื่อง “โลกของผม” ดูเธอเข้าใจเป็นอย่างดี

คนเราอยู่บนโลกใบเดียวกัน แต่ เหมือนมีโลกคนละใบ โลกของผม สวยงาม ทุกคนเป็นคนดี และผมก็พยายามจะช่วยทุกคนเท่าที่จะทำได้ โลกของคุณเป็นอย่างไรไม่รู้ แต่โลกของผมเป็นแบบนี้

แล้วหากคุณเลือกโลกของคุณได้ คุณจะเลือก “โลกของผม” หรือไม่? ผมบังคับคุณไม่ได้

.

.

.

ออกนอกเรื่องทุกที

.

.

จนกระทั่ง มาทราบทีหลังว่า เพื่อนๆ ที่ ผมอยากชวนไปสกีด้วย เค้าก็เดินทางไปสกีกัน ในสุดสัปดาห์นี้ เหมือนกัน

ผม MY GOD ดีใจมากๆ

ดีใจ=ฟ้าดลบันดาลให้ คนที่ผม “อยากพาไปสกี” ได้ไปกันเอง และจะได้ไปพบกันผมที่โน่น ก็มี แองจี มีคุณอาทิตย์ มี ฯลฯ

อย่างที่บอกไป คือ เวลาผมต้องการรู้จักใคร ผมจะพยายามพาเค้าไปเที่ยว

และในระหว่างเที่ยว ผมก็จะทำความรู้จักกับเค้า

ทำความรู้จัก=ร่วมกิจกรรม หรือ ทำในสิ่งที่เค้าตัดสินใจบ้าง ดูซิว่าหากเป็นฉากเดียวกัน แต่เป็นคนละคนตัดสินใจ ผลจะออกมาอย่างไร และหากผลออกมาอย่างไร ผมก็จะรู้จักเค้าในแบบนั้น

ลองคิดกลับกันดู หากคุณเคยทำกิจกรรมอะไรกับผม คุณจะรู้จักผม เพราะว่าคุณได้เห็นการตัดสินใจของผม

ส่วนผมจะรู้จักคุณ ในสถานการณ์ที่คุณตัดสินใจ

และครั้งนี้ ผมก็ตื่นเต้นมาก

ผมอยากให้น้องเจน ให้คำแนะนำกับผม เช่น สอนผมเล่นสกี ชวนผมไปเล่นตรงจุดนั้น จุดนี้ ไปกินข้าวตรงนั้นตรงนี้ ผมอยากรู้จักเธอ….

(ลืมบอกว่า ในโลกนี้ ผม คลั่งผู้หญิงอยู่2คน คือ “น้องอคัมย์ศิริ” กับ “น้องเจนรัตมา”… หรือ ใครก็ได้ที่เต้นตาม MUSIC ของ PussyCatDoll ได้)

ผมอยากถามเค้าถึงความรู้สึก เรื่อง โน้นเรื่องนี้ และแน่นอน เรื่องของผม

.

.

กลุ่มคนที่ผมอยากพาไปเที่ยวกับผม (คือจะเบิกจากเงินมรดก) คือ น้องๆ INTOUCH และน้องๆ อีกหลายคนที่ผม หมายตาเอาไว้ (คือใครที่ถูกเอ่ยถึงมาก หรือมีรูปเยอะๆ นั่นแหละ)

ผมต้องการรู้จักเค้ามากขึ้น

.

.

ขณะนี้ ผม พยายามทุกวิถีทาง ที่จะหา เพื่อนกลุ่มหนึ่ง ที่ผมจะใช้ชีวิตด้วย ตอนอายุ 70 ปี

.

.

ไกลไปมั๊ย

.

.

พ่อบอกว่า กว่าจะหาได้ อาจจะใช้เวลา 10-20 ปี (บางคนไม่มีพ่อให้ถาม ไงต้องขออภัยด้วย)

บางทีต้องสูญเสียเงิน สูญเสียความรู้สึก สูญเสียความอดทน ในระหว่างการหา

แต่ ONLY TIME WILL TELL

เหมือนเรื่องนางทาส … ผมเบื่อเรื่องนี้มากๆ ทำไม ไม่พิสูจน์กันให้เสร็จตั้งแต่ปีแรกๆ ว่ารักกันจริง?

Anyway เรื่องนี้ ยังไม่รู้ว่าจะออกผมมาอย่างไร ผม จะมาเล่าให้ฟังอีกที

แต่ขอบอกล่วงหน้านิดนึงว่า BLOG ของ พรุ่งนี้ วันเสาร์ และอาทิตย์ จะเป็น BLOG ที่ผม ตั้งเวลาเอาไว้อัตโนมัติ น่ะ (ทันสมัยเนอะ)

ก็มี TOPIC ส่วนตัวของผมอีกสองสามอย่างให้ลองขบคิดกัน

No responses yet

Aug 13 2008

ผมรักแม่ที่สุดในโลก

Published by admin under Uncategorized

วันนี้เป็นวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ เป็นวันแม่แห่งชาติด้วย ผมรู้ว่าหม่อมราชวงศ์หญิงฯต้องรอโทรศัพท์จากผมแน่ๆ และทุกครั้งเธอจะรู้ด้วยว่า ในวันแม่ ผมต้องมีอันเป็นไป ต้องยุ่งกับงาน

และวันนี้ก็ยุ่งเหมือนกันเพราะเป็นวันที่ประชุมกับพนักงานและผู้บริหารฝรั่ง

เหนื่อย มากๆ คือ ที่บริษัท ไทยทาว ก็จะเป็นพนักงานไทย ที่ Chifley หรือหุ้นส่วนอีกครึ่งของบริษัท เป็นพนักงานฝรั่ง

เรื่องเดียวกัน ความละเอียดเท่ากัน เวลาคุยกันในที่สุดก็ต้องออกมา 2 ภาษา

การทำให้คนในภาษาหนึ่่งเข้าใจ กันเอง ก็แทบจะแย่อยู่แล้ว นี่เจอะ สองภาษา บางที ผมจะเป็นลม โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ หากไม่แข็งแรง คุณไม่สามารถที่จะคุยกับฝรั่ง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคุณได้ หากเจ้านายเป็นคนไทย ก็จะง่ายหน่อย ขอร้องได้

โดยเฉพาะใจความเดียวกัน หากภาษาอังกฤษไม่แกร่ง จะต้องใช้เวลาอธิบาย นานกว่าปรกติ

และโดยเฉพาะหาก เป็นการคุยกับ มาเฟีย ของออสเตรเลีย (กรมปราบปรามป้องกันการฟอกเงินเพื่อก่ออาชญากรรม)

เพื่อเรียกร้องสิทธิและความเป็นธรรม …………. อันนี้ ยากสุด คือถ้าไม่แน่จริง คุยกันไม่รู้เรื่อง ผมต้องสติดีมากๆ

(จะบอกน้องๆ ว่า ภาษาอังกฤษ สำคัญ กับเงิน ในอนาคตของเราในประเทศนี้มากๆ นะครับ มีโอกาส เรียนให้สูง)

ผมเลยเหนื่อย

พอได้เวลาผมก็โทรไปหา หม่อมหญิงฯ

วันนี้ หม่อมฯพักอยู่ที่บ้านไร่ข้าวโพด Banana farm ของผม ไร่มรดกของผม… หม่อมฯบอกว่าหม่อมฯพกมือถือทั้งวัน เพราะรู้ว่าลูกต้องโทรมา เช็คแล้วเช็คอีกก็ไม่โทรมาซะที แต่ทราบว่าลูกยุ่ง

ผมเลยโทรไป

2.JPG

ระหว่างที่โทรไป ก็เปิดภาพนี้ดู เป็นตอนที่เราสองคน ไปพักผ่อนตากอากาศที่ Cape Lodge, Yallingup, Western Australia ตอนที่ผมพาหม่อมฯ มาทัวร์ทั่วประเทศออสเตรเลียเมื่อ4ปีก่อน ตามประสา แม่ลูก เป็นช่วงเวลาที่ผม มีความสุขกับหม่อมฯ มากที่สุดในชีวิตของการอยู่ออสเตรเลีย เป็นภาพที่สวยงามที่สุดที่ผมมีกับหม่อมฯในประเทศนี้

จำได้ว่า ตอนนั้น เราพักอยู่ ที่ MAIN LODGE ห้องหมายเลข 1 (คือบ้านหลังสีขาวลึกๆสวยๆ ข้างในที่เห็นในภาพ)

เกิดมาไม่เคยพักห้องพักหมายเลข 1 เลย…. เป็นรีสอทตากอากาศชั้นหนึ่งของ WA ทางตอนตะวันตกเฉียงไต้ เหมาะสำหรับ Super Star และเจ้าชายจากประเทศต่างๆหากต้องการเสด็จแปรพระราชฐานมาทอดพระเนตรอะไรแปลกๆ

….

ผม คิดถึงแม่จังเลยครับ วันนี้วันแม่ ลูกเลยโทรมาขอพรจากแม่
หม่อมฯ แม่ก็คิดถึงลูกมาก แม่รู้ว่าลูกยุ่งแต่แม่รอได้ เลยไม่โทรไป
ผม (กำลังจะพูดว่า โอนเงินไปให้แม่)

โทรศัทพ์ตัดสาย ซะงั้น Redial ไป2 รอบ มันบอกว่า สายไปยังประเทศปลายทาง ยุ่ง…. (ทำไมต้องมายุ่งตอนนี้ด้วยฟะ)

ผม แม่เมื่อกี้สายตัด
หม่อมฯ น่านสิ ลูกจะพูดว่าอะไรนะคะ
ผม ลูกบอกว่า ลูกกับน้อง โทรศัพท์หากันแล้วเมื่อกี้นี้ เราสองคนร่วมใจกันให้เงินเป็นของขวัญแม่นะ คนละ 5,000 บาท รวมกันเป็น 10,000 บาทนะแม่ ให้แม่ไว้ใช้สอยตามอัธยาศัยนะครับ
หม่อมฯ แม่ขอพรให้พระคุ้มครองลูก และขอให้พรลูก จงเจริญก้าวหน้า มีเงินไหลมาเทมาสู่ลูก ร้อยเท่าพันเท่าล้านเท่าเลยนะลูก
ผม ไม่ต้องให้พรมากก็ได้แม่
หม่อมฯ พรของแม่ประเสริทสุด และศักดิ์สิทธิ์ ลูกต้องรับเอาไว้ ไม่มีพรจากผู้ใดที่ทำให้ลูกประสบความสำเร็จอย่างแท้จริงเท่าพรของแม่
ผม ขอบคุณครับ
หม่อมฯ แม่จะเอาเงินลูกไปใช้ทำบุญเลี้ยงพระ ตอนพ่อทำบุญขึ้นบ้านใหม่ที่ตลาด ที่พ่อปลูกเอาไว้ให้ชาวบ้านเช่า

(คือ… พ่อ คงขี้เกียจทำนาข้าวโพด แล้วก็ขี้เกียจตัดกล้วยแล้วมั้ง)

ซึ้งเลย … วันแม่เรา(ลูกๆ) ก็จะพยายามให้เงินแม่ ตั้งแต่เราสองคนจำความได้ คุณหญิงแม่สอนว่าให้เก็บเงินมาให้แม่ ในวันแม่ นี่คือสิ่งที่ “ลูกต้องทำ” ในวันแม่ ไม่งั้นแม่ไม่ HAPPY ไม่งั้นแม่ไม่คุยด้วย ต่อให้ยุ่งแค่ไหน ตอนสุดท้ายก็ต้องโทรมาแล้วก็ให้เงินแม่

ตามจริงแม่ไม่ได้ บังคับหรอก แต่ปีไหน เราสองคนแกล้งลืม หม่อมฯก็จะมาประมาณว่า “วันนี้วันแม่ ทำไมแม่ไม่มีเงินใช้นะ”

บางปี ที่ผมอยู่เมืองไทย ผมตื่นเช้ามา หม่อมฯจะทำอาหารเช้ารอ แล้วก็เรียก “คุณชายคะ” (คือ ประชดน่ะ) “อาหารเช้าของคุณชายเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ” เวลาผมลงมาจากหน้องนอน ผมก็จะต้อง นำซองสีชมพูใส่เงินสด เล็กๆ น้อยๆ มากราบ แล้วก็บอกว่า “วันนี้วันแม่นะ ลูกให้เงินเป็นของขวัญวันแม่ ไว้ให้แม่ไว้ใช้สอยตามอัธยาศัย” (หน้าซองก็จะเขียนไว้ว่า “ให้แม่ไว้ใช้สอยตามอัธยาศัย”…. เพื่อนๆสนิทๆ คงจะเห็นอยู่เสมอๆ ว่าผมชอบเขียนประโยคนี้ หากให้เป็นบัตรกำนัล)

สักพัก หม่อมฯก็จะไปปลุกน้องชายต่อ “นี่ๆ ตื่นได้แล้วคุณชายน้อย” (คือประชดเหมือนกัน) “คุณชายใหญ่ให้เงินแม่ใช้ในวันแม่แล้วคุณชายน้อยมีอะไรให้แม่หรือเปล่าคะ” อันนี้ก็แล้วแต่ว่าน้องผมจะให้อะไร แต่ลืมก็ไม่เป็นไร หากลืม ก็บอกว่า “เดี๋ยวไปกดATMมาให้นะ”

ประมาณนี้ แต่ ภาพสุดท้ายที่เรามีก็คือ เราสองคน จะได้กอดแม่ อย่างอบอุ่น

สาเหตุที่ไม่ให้เงินแม่ จำนวนมาก (เช่น 1 แสนบาท) ในวันแม่ เพราะไม่อยากให้แม่ร้องให้

ทุกครั้งที่แม่ได้เงินจากผม มูลค่าเกิน 5 หมื่น แม่จะร้องไห้ ร้องนานด้วย…. เพราะแม่เห็นความลำบากของลูก

ผมเองก็ร้องไห้ ไม่รู้เป็นไร ทำไม เวลาให้เงิน 1 แสนบาท แล้วต้องร้องไห้? ไม่รู้มีใครเป็นอย่างนี้บ้างหรือเปล่า

ผมร้องไห้ ไม่ใช่เพราะว่า เงินที่ผมหาได้มานั้น ผมหามาได้ด้วยความลำบาก และปวดหัว

แต่เป็นเพราะว่า ผมคิดถึงตอนที่แม่ให้เงินผมครั้งละ 1 แสนบาท ตอนนั้นแม่ทำงานหนัก แม่ทำบัญชีตลอดชีวิตของแม่ เพื่อเก็บเงิน 1 แสนบาทให้ผม (ตามจริง ต้องเริ่มด้วยหลักล้านบาทน่ะ) เพื่อไปถลุงเมืองนอก สมัยก่อนที่ผมยังไม่ได้ทำงานบัญชี ผมไม่เห็นความลำบากของเธอเลย เพียงแต่ลุ้นว่า ได้เงิน 1 แสนบาทมาเมื่อไร ก็จะเอามาใช้ในสิ่งที่ต้องการ…. 1 แสนบาท กับ นครซิดนี่ย์ อยู่ได้3สัปดาห์ก็เก่งแล้ว …. ไม่พอเดือนด้วยซ้ำ

แต่หลังจากที่ผมเริ่มทำงาน เริ่มผจญชีวิต ผมเห็นภาพความลำบากของเธอ

แม่ให้ผมทำงานร้านอาหาร เวลาได้เงิน $50 แม่จะถามว่า “เป็นไงลูกกว่าจะได้เงิน $50 ลำบากขนาดไหนคะ? ใช้เงินแม่สบายกว่ามั๊ยคะ” (คือแม่แกล้งถามให้เห็นว่า “รู้หรือยังความลำบากของแม่”)

นั่นแหละ คือ ผมนึกถึง ตอนที่แม่ลำบากเพื่อผม มาตลอดชีวิต

ทำให้ผมร้องไห้เลย แล้วพูดอะไรไม่ออก

โดยเฉพาะเวลาจากกันที่สนามบิน ให้เงินแสน กันเสร็จ

พูดได้สั้นๆ ว่า “ผมรักแม่ที่สุดในโลก” วนไปวนมา วนไปวนมา ให้แม่จำไว้

บางทีก็พูดว่า ไม่ว่าลูกจะอยู่ที่ไหนของโลก ผมคิดถึงแม่เสมอ และผมรักแม่ที่สุดในโลก

ผมรักแม่ที่สุดในโลก

ผมรักแม่ที่สุดในโลก

ผมรักแม่ที่สุดในโลก

.

.

.

คือ พูดไปก็ยิ่งไม่เป็นภาษาคน เพราะยิ่งร้องไห้งอแงมากๆ แต่แม่ก็จับใจความได้

พระท่านสอนให้สั่งเสีย ก่อนขึ้นเครื่องบิน จะได้ไม่ต้องกลัวตาย ….

ผมก็เลย วนพูดประโยคนั้นแหละ เผื่อมันเป็นประโยคสุดท้ายในชีวิตของผม

ผมรักแม่ที่สุดในโลก

ผมรักแม่ที่สุดในโลก

ผมรักแม่ที่สุดในโลก

ผมรักแม่ที่สุดในโลก

(พูดไปเรื่อยๆ เลย ซ้ำไปวนมา แล้วก็ร้องไห้ไปพลาง)

.

.

พอแม่ร้องไห้ เธอก็พูดอยู่คำเดียวว่า

ขอให้ลูกเจริญนะคะ

แม่รักลูกที่สุดในโลก ลูกรู้ใช่มั๊ย

แม่ขอให้ลูกเจริญ

แม่รักลูกที่สุดในโลก ลูกรู้ใช่มั๊ย

แม่ขอให้ลูกเจริญ

แม่รักลูกที่สุดในโลก

แม่รักลูกที่สุดในโลก.

แม่รักลูกที่สุดในโลก.

….

.

แม่รักลูกที่สุดในโลก

.

แม่รักลูกที่สุดในโลก

..

.

.

แล้วเราก็กอดกันแน่น และนานมาก ผู้คนที่ผ่านมาผ่านไปก็งงมาก (คือเป็นภาพที่สนามบินน่ะ)

สมัยก่อนผมเคยเห็นแม่ลูกกอดกันตามสนามบิน ผมไม่เคยคิดว่าบรรยากาศมันจะเศร้ามาก แต่ ร้องไห้โฮเหมือนเด็กเลยล่ะ ใครมาเห็นอายเค้าแน่ๆ แต่ไม่เป็นไร แม่กับผมร้องไห้กอดกันเรื่องธรรมดา

มีอยู่ปีหนึ่ง เพื่อนนักธุรกิจชาวออสเตรเลีย ผมเดินทางไปด้วย (คนที่เคยเล่าให้ฟังน่ะ บุญมากน่ะ) แม่อุตส่าห็ไปเรียนภาษาอังกฤษมาแล้วพูดให้เค้าฟังว่า Please take care of my son. I love him very much. ผมร้องไห้โฮเลย แม่พูดภาษาอังกฤษซะ..

ถึงกระนั้น ผมก็แอบตกลงกับหม่อมฯก่อนว่า “ผมไม่รอให้เครื่องจะออกแล้วค่อยกอดลานะ ผมจะลาเลย ลาล่วงหน้าก่อนเครื่องออก 2 ชั่วโมง เพราะว่า ผมต้องการไปใช้บริการ FIRST CLASS LOUNGE”….

(กระแดะมากๆ…แต่กลัวไม่คุ้มน่ะ)

Anyway, ผมมักจะมาเล่าเรื่องของเธอให้ฟังอยู่บ่อยๆ เพราะผมถือว่าเธอคือ เจ้าชีวิตของผม เธอคือพระของผม เธอคือพระเจ้าของผม… และผมก็อยากให้เพื่อนๆ น้องๆ พี่ๆ ทุกๆคน คิดถึงแม่ของตัวเองด้วย โทรไปถาม ส่งเงินไปให้บ้าง

หากมีปัญหาข้องใจ เรื่อง “การตอบแทนพระคุณแม่” ก็ขอให้ปรึกษาผมได้

โดยเฉพาะเรื่องส่งเงิน

“ขอให้ทุกคน ส่งเงินให้แม่ ส่งช้าไม่ว่า ให้ทะยอยๆ ส่ง” ให้ดูผม เป็นตัวอย่าง เรื่องจริง ไม่มีการโม้ ไม่เชื่อลองถามน้องๆ พี่ๆ ถามดาเรสได้ ดาเรส เห็นผมมาตั้งแต่ผมนั่งร้องไห้คำนวนเงินผิด…..คือแค่ผมรับเงินต่อจากมือเธอมาก็ผิดแล้ว เพราะความประมาท

(คือทำผิดเองก็ต้องน้อมรับล่ะนะ เรียนเป็นบทเรียน ผิดเป็นครู แต่อย่าเป็นครูใหญ่)

อย่างที่ผม มีธุรกิจโอนเงิน ที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบันนี้ เพราะว่า ผมส่งเงินให้แม่เสมอๆ แถมบังคับให้เพื่อนที่ทำงาน(เอเย่นนักเรียนที่รู้จัก) ช่วยกันส่งเงินให้แม่ มารวมๆ กันเข้า ทุกเดือน … ต่อไป ต่างคนก็ต่างมีเพื่อนมาโอน โอนไปโอนมา กลายเป็น กิจการโอนเงิน อย่างที่เห็นในปัจจุบันนี่แหละ

แรกๆ ผมก็ไม่เข้าใจ แม่เคยบอกว่า ต้องโอนเงินมาให้แม่บ้าง แม่จะได้คิดว่าลูกตอบแทนคุณ แรกๆ ที่ผมทำงานได้ ผมก็ไม่ค่อยชอบไอเดียนี้ เหมือนแม่พยายามมาแบ่งเงินเราใช้

แม่บังคับให้ผมส่ง

2-3 ปีผ่านไป ผมเองก็เบื่อมาก ค่าโอนธนาคารก็แพง ก็เลยพยายามให้เพื่อนๆ รวมกันโอนไป จะได้ประหยัด ตอนนั้นมีดาเรส ส่งเงินไปเมืองไทยกับผมบ่อยๆ

กาลเวลาผ่านไป 7 ปี เพื่อนๆ น้องๆ ของดาเรส เริ่มมาขอโอนไปด้วย คนโน้นคนนี้มาโอน

จากการที่ส่งเงินให้แม่ เริ่มกลายเป็น “กองทัพลูก ส่งเงินไปให้แม่ๆ”

จน2-3ปีหลัง ผมต้องลาออก จากกิจการที่ทำ

มาเปิดกิจการโอนเงิน มีแต่คนเชื่อถือ ใช้บริการแบบไม่รู้จบ อย่างภาพที่เห็นในปัจจุบัน

แต่น้อยคนที่จะทราบว่า ผมมาจากไหน

.

.

….ตามจริงหม่อมฯก็มีเงินใช้อยู่แล้ว ผมไม่จำเป็นต้องส่งไปก็ได้ ตอนนั้นคิด…

แต่ หม่อมฯ ต้องการสอนผม ให้ “ระลึกถึงพระคุณแม่” และเวลาเธอทำงานที่ธนาคารมาตลอดชีวิต

พอเถียงเรื่องเงินกับแม่ แม่ก็จะบอกว่า “ลูกติดหนี้แม่ตลอดชีวิตแหละ จะใช้เท่าไรก็ไม่หมด”

ผมไม่เห็นว่าแม่ทวงบุญคุณ แต่ ผม ควรจะระลึกได้เอง ไม่ควรให้ท่านมาทวงขอ แบบนี้

.

.

วิธีเดียวที่จะเห็นความตั้งใจได้ชัดคือ ส่งเงิน ไปให้ และต้องส่งให้ สม่ำเสมอด้วย

นั่นแหละที่มา

แรกๆ ผมไม่เห็นว่าการส่งเงินให้แม่ จะได้ผลประโยชน์อะไร

แต่ทุกวันนี้ ผมค่อนข้าง พูดได้อย่างภาคภูมิใจ ว่า ชีวิ