Welcome to ThaiStudentClub.com - Australia

เริ่มต้นปีภาษีใหม่…. ผมมีเงิน $4,048.00 เหรียญแล้ว ดีใจจังเลยวุ๊ย เก็บมาได้อย่างไร อ่าน…

July 1st, 2009 Posted in Uncategorized | Comments Off

pb160057mewithangiebundanoon

วันนี้เป็นวันแรกที่ รัฐบาลออสเตรเลีย เริ่มเก็บภาษีจากมนุษย์งาน ด้วยอัตราใหม่
ผู้ที่มีรายได้ น้อย

Tax rates 2008-09

หาก ใน 1 ปี นับจากวันนี้ มีรายได้ $1 – $6,000 พูดง่ายๆ 6พันแรก ไม่ต้องเสียภาษี (หากถูกหักณ ที่จ่ายป ก็ขอคืนได้)
หาก ใน 1 ปี นับจากวันนี้ มีรายได้ $6,001 – $34,000 รัฐเก็บภาษี 15c ต่อ $1 เฉพาะยอดที่เกิน $6,000 (6พันแรกฟรี)
หาก ใน 1 ปี นับจากวันนี้ มีรายได้ $34,001 – $80,000 รัฐเก็บภาษีเริ่มต้น $4,200 + 30c ต่อ $1 เฉพาะยอดที่เกิน $34,000.00
หาก ใน 1 ปี นับจากวันนี้ มีรายได้ $80,001 – $180,000 รัฐบาลเก็บภาษีเริ่มต้น $18,000 + 40c ต่อ $1 เฉพาะยอดที่เกิน $80,000
หาก ใน 1 ปี นับจากวันนี้ มีรายได้ $180,001 หรือมากกว่า รัฐบาลเก็บภาษีเริ่มต้น $58,000 + 45c ต่อ $1 เฉพาะยอดเงินที่เกิน $180,000

หรืออีกนัยหนึ่ง
ผู้มีรายได้น้อย หรือทั่วไป(ที่ได้เงินน้อยกว่า $80Kต่อปี) จะเสียภาษีน้อยลง ประมาณสัปดาห์ละ $2-5 เหรียญ (พอซื้อข้าวได้ 1 มื้อ)
ผู้มีรายได้สูง ก็จะเสียภาษีน้อยลง สัปดาห์ละ $2 มั้ง

นอกจากนั้นแล้ว วันนี้ ยังเป็น วันดีสำหรับการเริ่ม อะไรใหม่ๆ เช่น เคลียบัญชี เริ่มต้นบัญชี เริ่มระบบใหม่ ขึ้นสมุดโน๊ตเล่มใหม่ ใช้วิธีบริหารเงินแบบใหม่ บริหารชีวิตแบบใหม่ ถ้าอยู่เมืองไทย ก็เริ่มต้นดีกว่าหน่อยคือ ธนาคารหยุดมันซะเลย ….

วันนี้ ผมเองก็ได้เริ่มต้น อะไรใหม่ๆ หลายอย่างเหมือนกัน โดยเฉพาะด้าน การทำบัญชี และการตัดยอดบัญชี ส่วนตัวของผมซึ่ง เป็นระบบ Multi Currency วันนี้คือ วันนี้เป็นวันที่ผมจะจ่ายเงิน ค่าบิลต่างๆประจำเดือน

คือ Bill ส่วนใหญ่ผมจะรวมกองไว้ แล้วก็ จ่ายรวดเดียวเลย จะได้ทราบยอด TOTAL ประจำเดือนเลยทันที เห็นตัวเลขแล้วจะสยองมากๆ เพราะแดง (ติดลบ) แล้วก็ เป็นวัน จ่ายดอกเบี้ยผู้ถือหุ้น แล้วก็ วันจ่ายค่าเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ค่าฯลฯ ล่วงหน้า นอกจากนั้น แล้วก็ จะต้อง ทำ Budget ว่าเดือนนี้ จะทำอะไร เท่าไร…

ทำให้เรียบร้อยซะวันนี้ ส่วนอีก 30 วันที่เหลือ ก็ ใช้ชีวิตไปตาม Budget หรือโปรแกรมที่วางเอาไว้ อย่าไปนอกลู่นอกทางเด็ดขาด

วันนี้เป็นวันสรุปยอด เงินจาก ทุก บัญชี
ผมก็จะมาสรุปให้ฟังว่า

บัญชี Saving ส่วนตัวของผม มี เงิน $4,048.00 ให้ชื่นใจแล้ว

ได้เงินมาอย่างไร? ผมเก็บเงินสัปดาห์ละ $20 ตั้งแต่ 1 มกราคม 2005  นะ ไม่ได้มาอวดรวย แต่มาสอน ว่า หากคุณทำเหมือนผมคุณก็มี แล้วก็ อย่าดูถูกว่า $20/week มันน้อยเกินไป ที่จะเก็บ ลองไปคิดดูให้ดีๆ ว่า คุณพ่อ คุณแม่ส่งเรามาเรียนหนังสือ ท่านก็เก็บด้วยอัตรานี้และความเร็วเท่านี้แหละ แต่ใช้เวลามากกว่าอย่างคุณพ่อคุณแม่ผม ใช้เวลาเก็บเงินให้ผมตั้งแต่เกิดเลย ใช้เวลา 20 กว่าปี เพื่อเป็นทุนการศึกษาให้ผม และหากคุณมีลูก คุณก็ควรจะทำ หรือหากไม่มีก็ควรทำไว้ เพราะอนาคต ค่าใช้จ่ายคุณมีแน่นอน

ตอนแรกผมกะว่า จะเอาเงินนี้ มาจ่ายค่าเปียนโน แต่ผมเปลี่ยนบัญชีนิดหน่อย เอาเงินมรดกที่ได้รับมา ไปจ่ายค่าเปียนโนแทน เปียนโนจะได้เป็นมรด

ส่วน ชื่อบัญชี TITLE ของบัญชีนี้ ที่เคยตั้งไว้ว่า เป็น “ท่องเที่ยว NEW ZEALAND กับดาเรส” ก็จะเปลียนเป็น “ประกันสุขภาพส่วนตัวของผม” แทน

เผื่อ เกิดอุบัติเหตุเข้า โรงพยาบาล ต้องใช้เงิน $4,000 เหรียญ ก็จะได้ ใช้ได้ทันที

ผมคิดว่าค่อนข้างเหมะสม ผมเองก็ไม่อยากจะ ถอนเงินจากบัญชีนี้เลย ทำไม่ลง เพราะว่า มันเป็นการเริ่มต้นที่ดีในตัวของมันอยู่แล้ว แล้วมาคิดดูอีกที ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตที่ผมทำได้ อย่างง่ายดายสุดๆแล้ว และก็หวังว่าเวลาที่เก็บมา มันคงจะพิสูจน์อะไรได้บ้าง แล้วก็ วันหนึ่ง หากผมต้องการพิสูจน์อะไรบางอย่าง ผมก็จะเปิดบัญชีนี้ออกมาดูว่า

ผมทำได้นะ ฝากเงิน $20/week เป็นเวลา 4 ปี ตรงเวลาทุกสัปดาห์ ไม่มีขาดตกบกพร่อง…. ถึงแม้จะน้อยนิด แต่ผมก็ภูมิใจ

แต่ก็ไม่แน่หรอก หากจำเป็น ผมก็อาจจะต้อง ถอนออกมา เพราะอย่างไร มันก็คือ เงินที่ผมเก็บมา……. ใช่มะ

ส่วนบัญชีอื่น ที่ผมเก็บเยอะกว่านี้ ผมก็มี แต่ ส่วนใหญ่ เงินจะหายไป ในกิจกรรมต่างๆ ที่ผมตั้งเป้าไว้ (เช่น ค่าเปียนโน ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าหนังสือ ค่าดูหนัง ค่าฯลฯฯลฯ)

แล้วก็ วันนี้ ผมคิดว่า ผมจะเริ่มต้น เปิดบัญชีกองทุน “เพื่อพ่อและแม่ของตัวเอง” ก็จะพยายามโอนเงิน ไปให้ เดือนละน้อยๆ แต่ตรงเวลาสม่ำเสมออย่างไม่มีข้ออ้างสาย หรือแก้ตัว แล้วก็ เดือนหน้าก็จะพยายามส่งเงินไปเก็บไว้ที่ประเทศไทยบ้าง เอาแบบน้อยๆ เลยล่ะ

น้อยขนาด แบบไม่สะเทือนเลยน่ะ (นั่นแหละถึงเรียกว่า สะสมทรัพย์) แล้วพอมันได้ มาเป็นก้อนเราก็จะได้ เอาสมุดไปให้แม่ ว่า เราเก็บสะสมมาให้แม่กับพ่อ

และหากเราเป็นลูก ลองคิดให้ดีๆ พอเราให้พ่อกับแม่เสร็จ ก็สุดแล้วแต่พ่อและแม่จะใช้ล่ะนะ หากท่านเสียชีวิต เงินเดือนนั้น ก็จะตกเป็นของเรา เพราะเราคือผู้รับมรดก ฉะนั้น เงินจริงๆ ไม่ได้หายไปไหนหรอก

แล้วก็ การ ให้เงินผู้มีพระคุณ เป็นสิ่งดีงาม รับรองว่า เราไม่มีทางล่มจม มีแต่เจริญขึ้น

พ่อมักจะโทรมาหาผม หรือ อีเมลมา บอกว่า “ขอให้ลูกเจริญๆ และสมหวังดังปรารถนาทุกประการนะ” เสมอๆ เวลาได้รับเงิน

ซึ่งผมก็จะไม่ตอบอะไรมาก แค่ตอบสั้นๆ ว่า พ่อสบายดีนะ

มาให้กำลังใจอีกนิดว่า
เก็บวันละ $1 ก็ถือว่าได้เก็บแล้ว
ที่บ้านผม ในครัว จะมี กระปุกอมสินใสๆ 1 กระปุก ที่ผม จะ เอาเงินไปหยอดทุกวัน วันละ $1-2 ตอนนี้ มียอดเงินสูงประมาณ 10cm แล้วล่ะ (กระปุกใสๆ) ผมกะว่าจะรอให้มันเต็ม แล้วก็ จะนำไปฝากเข้าธนาคาร

คือ ผมเริ่มต้นชีวิตใหม่เลยล่ะ นะ
จำได้ว่า เด็กๆ แม่ เอากระปุกออมสินแบบเป็นแผ่น บางๆ มาให้ มีตัวเลข 1-31 ใส่เหรียญบาทได้ 31 เหรียญ ตอนเย็นแม่จะถามว่า มีเงินเหลือมั๊ย ถ้าเหลือ ก็ให้มาใส่

วันไหนเหลือเยอะ ใส่ลงไป 10 เหรียญ แม่ก็จะว่า ว่า นี่ไม่ใช่ออมทรัพย์ แม่ให้ใส่ วันละเหรียญ วันไหนขาด วันรุ่งขึ้น ก็ใส่เติมให้ครบ แต่อย่าขาด10 วัน หรือใส่ 10 วันล่วงหน้า เพราะมันจะลำบาก การเก็บออมคือ ต้องทีละนิด สม่ำเสมอ

ผมก็เลยเริ่มใหม่ ใช้ทฤษฎีที่แม่สอนมา จะได้ไม่เสียชื่อว่า พ่อกับแม่ทำงานธนาคารมาตลอดชีวิต

ตามจริงการเก็บเงินอยู่ในสายเลือดผมน่ะ ผมจะแอบเก็บๆไว้ ไม่เคยนับ แต่ในสภาพเศรษฐกิจแบบนี้ ผมก็ต้องเริ่มมานับ และตั้งเป้าจริงๆ เพราะในกรณีที่ลำบาก หรือมีรายได้ต่ำ การตั้งเป้าคือสิ่งที่ดีที่สุด

ส่วนเงินที่จะใช้จ่ายรายเดือนก็ แยกเข้าบช ตะหากเลย ตั้งแต่เงินเดือนออก จัดการใหม่หมด ให้พอดี

เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ผมไม่เคยทำเป็นระบบมาก่อน แต่ตอนนี้ เป็นระบบแล้วล่ะ ผมคิดว่า เรื่องที่ดีๆ อื่นๆ ก็จะตามมาเอง

 

วันนี้ ผมมาสอนแค่นี้แหละ  หวังว่า ผมคงเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องๆ นักเรียนไทยอีกหลายๆคนให้ทำตาม

ปล เจ๊อ้อยกะผม ไม่ถูกล๊อตเตอรี่น่ะ ต่างคนต่างโทรหากันแล้วก็ ถามว่า รับสาย แสดงว่า ไม่ถูกล๊อตโต้….

ชาตินี้ ผมจะเล่นเปียนโนเพลง Classic ได้กี่เพลง? แล้วต้องใช้เวลาเท่าไร?

June 30th, 2009 Posted in Uncategorized | Comments Off

ถามอะไรซะ  อะนะ เหมือน เป็นปัญหาของ คนวัยทอง อายุ 35 ปี จริงๆ

โอเค เรื่องการดนตรี ผมถึงไหนแล้วเนี่ย? ตอนนี้ ผมเล่น The Entertainer (Scott Joplin) ได้จบแล้ว ปาดเหงื่อเลย ใช้เวลาเรียน เล่น และจำ 2 เดือนกว่า เล่นได้จบ ไม่ได้ว่าจะเล่นเก่ง นะ คงต้องซ้อมทุกวันต่ออีก เดือน กว่าจะ เล่นไม่ผิดเลย ก็กะว่า หากได้ตรงนั้นเมื่อไร ผมจะพยายามอัดวีดีโอไว้ว่า ชาตินี้ เล่นจบไปเพลงนึงแล้ว  เหลือเพลง Classic อีก 49 เพลงที่ผมอยากจะเล่น  หากซ้อมได้ แบบนี้ก็จะใช้เวลา อีก ประมาณ 10 ปี หรือมากกว่า (นั่นแหละ ผมถึงเสียดายเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ที่ผมไม่ได้แตะต้องเปียนโนเลย)  ตอนนี้ ใครจะว่าผมไก่ หรือ อ่อน หรือ ไรก็แล้วแต่ผมไม่สน ผมขอเล่น ๆๆๆ เพราะทำให้ผมมีความสุข

เพลงต่อไป ผมจะเล่นอะไรดี มีเข้า ตา กรรมการอยู่ 3 เพลง  …. ก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน คือ ผมเองก็จะต้อง ให้ “เพลง” มันพูดกับผม  เพลงมันจะบอกผมเองว่า “เล่นฉันเถอะ เล่นฉันเถอะ”

เวลาว่างๆ ผมก็จะเปิด 3 เพลง นี้ ดูว่า ผมจะจำเพลงไหนได้ก่อน

Maple Leaf Rag (Scott Joplin)

The Turkish March เวอร์ชั่นของ Beethoven

Turkish March เวอร์ชั่นของ Mozart

และแล้ว ตื่นเช้ามาวันหนึ่ง ขณะที่ผมเปิดเพลง Turkish March (Mozart) นิ้วอันสวยงามของผม ก็ พยายามเล่นมันไปได้ซะอย่างนั้น

ผมก็เลย เออ นี่แหละ เพลงมันบอกให้เราเล่น

 

ส่วนเพลง Classic ของไทย ที่ผมเลือกเล่น ตอนนี้เป็นเพลง อัลบั้มเฉพาะ พิเศษที่ Classic จริงๆคือ เพลง พระราชนิพนธ์ เพลงที่ผมชอบที่สุด (เหมือนนักกีต้า โอฬาร) คือ เพลงแสงเทียน หรือ Candlelight Blues เป็นเพลงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธขึ้นเป็นเพลงแรก

เป็นเพลงที่ไพเราะที่สุด ผมเล่นทุกวัน ตั้งแต่งูๆ ปลาๆ จน เล่นจนไม่ต้องดูเนื้อแล้วน่ะ และล่าสุด ผมพยายามจะ Compose Duet Accomanyment ให้กับเพลงนี้

คือ Digital Piano ของผม เป็นรุ่น พิเศษ ที่สามารถ อัดเพลงได้ คือ หากเป็นเพลงพระราชนิพพธ เพลงนี้ ผมก็จะเล่นแบบธรรมดาก่อนแล้วอัดไว้ เสร็จแล้ว ให้เครื่องมันเล่น และขณะที่มันเล่น Pianist 1 ให้ฟัง ผมก็จะเล่นเป็น Pianist 2 ในการผสมเสียงลงไปตามอารมณ์

ซึ่ง เป็นอารมณ์สนุกที่แรงมากๆ  มากจน บางทีผม แทบไม่กล้าที่จะอัดวีดีโอ (หากจะอัดอะนะ)  เพราะกลัวเล่นผิด หรือ เล่นไม่ถูกใจคนไทย หรือ อาจจะ เล่นไม่ดีพอ

ซึ่ง ผมขอ Arrange Duet ง่ายๆ ของเพลงนี้ให้เสร็จก่อน (พูดเป็นการเป็นงานมากเลยเนอะ แต่จริงๆ คือ ลงมือประสานเสียงไปเลย แบบไม่ต้องดูเนื้อดูโน๊ต ซึ่งแต่ละครั้ง ก็ไม่เคยซ้ำกันเลย คงต้องหาจุดซ้ำ เป็น Patternให้ได้ จะได้เป็น Duet ที่ง่ายๆ และสมบูรณ์)

คือ หากเล่นง่ายไป คนก็จะดูว่า “ใครก็เล่นได้” ก็เลยจะต้อง เล่นให้ “ยากนิดนึง” แต่ถึงจะยังไง ผมก็จะบอกว่า จริงๆ นักแต่งเพลง หรือ Composer มีความสามารถมากกว่าผมมากๆ

ตามจริงมีศิลปิน แจส ต่างชาติ คนหนึ่ง ผมจำชื่อไม่ได้ เล่นเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในทำนอง และแนวแปลกๆ และไพเราะมาก แต่คนไทยไม่มีโอกาสทราบ … หากมีโอกาส ผมจะนำมาให้ฟัง รับรองไม่เคยฟังที่ไหนแน่นอน (เพราะไม่ได้ดังมาก แต่เป็น เพลง Classic ที่ศิลปินฝรั่งต้องการนำมา Arrange เก็บเอาไว้)

ลืมบอกไปว่า ตามข่าว ของ บางกอกโพส ที่ผมเปิดอ่าน (ข่าวนี้) พระองค์ทรงเป็นนักดนตรีแบบ “Self-taught” ที่ผมเคยพูดถึงบ่อยๆ คือพูดง่ายๆคือ ทรงมีพระปรีชาสามารถพิเศษ

ผมก็เลย กะว่า ผมไม่อยากเล่นเพลงไทย ทั่วไปเลย ในขณะนี้ ขอให้เล่นเพลงพระราชนิพนธ์ได้บ้างก่อน แล้วค่อยเริ่มเล่นเพลงอื่นๆ

Anyway, คิดถึงคำนำ (และคำลงท้าย)ในหนังสือเพลงเล่มหนึ่งที่เขียนว่า “(นักดนตรีผู้แต่ง)ผมอายุ 60 ปีแล้ว ผมเล่นได้แค่นี้ หากคุณอ่านเล่มนี้จบ และคุณอายุน้อยกว่าผม ผมขอให้เล่น และเรียนต่อ เพราะยังมีเพลงอันไพเราะอีกหลายเพลงในโลกนี้ ที่ผมต้องการจะเล่น แต่คงเล่นไม่ทันในชาตินี้แน่ๆ”

อะนะ ไว้ถ้าผม Expert แล้วผมจะเขียนหนังสือเรื่อง 1000 Music you should be able to play before you die

หวังว่าทุกคนสบายดี

City2Surf ทำไมไม่มีคนเปิดกระทู้นี้บนเวปไซด์ไทยในออสเตรเลีย ? งง (6 weeks to go)

June 29th, 2009 Posted in Uncategorized | Comments Off

city2surfmedals

เหลืออีก 6.5 weeks เท่านั้นก็จะถึงวันแข่งขัน วิ่งประจำปี City2Surf ของนครซิดนี่ย์  เป็นกำลังใจให้ด้วยนะครับ ผมกะน้องตี๋น้อย จะเอาเหรียญมาฝาก เราสองคนจะชิงเหรียญมา ก่อนการสละโสด ของตี๋น้อย(เอ๊ะยังไง)

ก็จะมาบอกว่า ผมเริ่มซ้อมแล้วนะ วิ่งขึ้นเขา บน Trademil วันละ 10-15 นาทีในสัปดาห์ที่ผ่านมา (ทำไมน้อยจังวะ แต่ ก็ดีกว่า คนอื่นล่ะ ที่ไม่ได้ซ้อมเลย)

จุดประสงค์หลักคือ ทำสถิติให้เท่าเดิม หรือดีกว่าเดิม

เดิมผมวิ่ง 14 กม จาก Hyde Park ไปมหาสมุทรแปซิฟิก ใช้เวลา 2 ชั่วโมง

ฉะนั้น เวลาซ้อมวิ่งบน Trademill มิเตอร์จะต้องอ่านได้ 7.0 km/hr ขึ้นไป หากน้อยกว่านี้ จะไม่มีโอกาสเข้าเส้นชัยภายในเวลา 2ชั่วโมง แลหากต้องการน้อยกว่า2ชั่วโมง เวลาลงเข้าต้อง กลิ้งๆ กระโดดลง ให้ไหลลงไปเร็วกว่า 7.0 กม/ชั่วโมง

ส่วนคนที่วิ่งเข้าเส้นชัย 41.07  นาที นั้นเค้าวิ่งด้วยความเร็ว เท่าไร (เอ้า เทียบบัญญัตไตรยางค์ซิ)

X=(60×14)/40

X=16.33 กม /hr  วิ่งเท่าความเร็วรถจักรยาน หรือ จักรยานยนต์

และหาก ผมต้องการเข้าเส้นชัยภายใน 100 นาที ผมต้องวิ่งได้

(เอ้าคำนวนซิ) เร็วกว่า 8.4 กม ต่อชั่วโมง  ห่างแค่ 1.4 กม ต่อชั่วโมงเท่านั้น

ขออย่างเดียว อย่าให้ป่วยเล๊ย  ไม่งั้น คงอยู่บ้านร้องไห้แน่ๆเลย

เรื่องของกบ 2 ตัว สอนอะไรเราได้บ้าง? Are you a frog in a pot?

June 27th, 2009 Posted in Uncategorized | Comments Off

วันนี้ ก็มีโอกาสได้เอกไป ในเมืองตามห้าง ร้านวีดีโอตามห้างก็เปิดเพลงเค้า (Micheal Jackson)กันใหญ่ ส่วนห้างที่ผมไปประจำคือMYER แผนกทีวี จะเปิดเพลงของเค้าเป็นประจำอยู่แล้ว คือไปดูทีวีจอแบนมาหลายครั้งแล้ว แต่ไม่ซื้อ ก็มีวีดีโอของเค้าน่ะแหละ แต่หลายคนที่ไม่เคยไปอาจเห็นว่า เค้าเพิ่งมาเปิด แต่จริงๆ คือ เค้าเปิดแต่ของ ไมเคิลแจกสันมาตลอด

พบเด็กวัยรุ่นกลุ่มนึง ใน Food Court เค้าเอา ipod มาต่อ ลำโพง subwoofer อย่างดี แล้วก็ช่วยๆกันถือ เปิดเพลงกระหึ่ม…..

ผมเชื่อว่า ยังมีคนที่ทำมากกว่านี้ แน่นอน แต่ผมอาจจะไม่ทราบ หากผมมีรถยนต์เปิดประทุนสีเหลือง ผมจะเปิดเพลงไมเคิลแจ๊คสันให้ดังกระหึ่ม แล้วขับฝ่าถนนสายต่อไปในในเวลาดังต่อไปนี้

1) เวลา 13น-16.00น ถนน Campbell Parade (Bondi Beach), Bronte Beach และ Coogee Beach, หากอยู่ New Castle จะขับไปริมทางรถไฟ แล้วหากอยู่โวลองกองผมจะขับไปที่ ประภาคาร (ทุกแห่งเป็น RCA ของเมืองทุกเมืองในตอนกลางวันน่ะ)
2) เวลา 11.30น - 01.30 น จะขับ ฝ่า George Street, Pitt Street ติดไฟแดงนานๆ เปิดดังๆ แล้วก็จะผ่านไทยทาว ฯลฯวนสัก 3-4 รอบ

แต่จริงๆไม่ได้ทำแบบนั้นหรอก

เรื่องของกบ 2 ตัว สอนอะไรเราได้บ้าง?
วันนี้จะเล่าอะไรให้ฟัง
คือได้มาจาก ดูทีวี Reality Show ต่ออีกนิดหน่อย

ผมไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน ว่า ทำไมผมต้องชอบดู Reality Show โดยเฉพาะรายการ สร้างครัว สร้างบ้าน
โดยเฉพาะ รายการที่ไม่ใช่ ว่า มีเงินแล้วไปสร้างนะ
เป็นรายการที่ แก้ปัญหาน้อย ด้วยเงิน แต่ส่วนใหญ่เป็นจิตใจ ….

วันนี้ดู เจ้าของบ้าน ไม่ยอมทิ้งขยะที่ตัวเองสะสม เห็นแล้วก็ คิดถึงตัวเอง หรือคิดถึง ญาติๆที่เมืองไทย แล้วเจ้าของรายการก็ไปขอให้พยายามเปลี่ยน

พยายามอธิบาย ฯลฯ จน บางทีผม อยากจะกระโดดเข้าไปในทีวี แล้วตบหน้าคนฟัง แล้วอธิบายแทน (คือสมัยก่อนผมจะเป็นคนแบบนั้น) แต่ ตอนนี้ผมขอบอกว่าผมเปลี่ยนเป็นคนละคนแล้ว หากผมอธิบายไม่ได้ ผมก็จะต้องพยายามหาตัวอย่างมาทำให้ดู

แอบนึกในใจ เจ้าของรายการก็พยายามอธิบาย อย่างหนัก เพื่อให้เจ้าของบ้านเข้าใจว่า ทำไมเค้าต้องรื้อสวนหน้าบ้านทิ้ง ทำไมเค้าต้องทาสีใหม่ ทำไมเค้าต้องสั่งให้เก็บของสะสมส่วนตัว (คือแต่ละคนก็บ้าสะสมคนละอย่างล่ะนะ) เพื่อที่จะทำให้บ้านนั้น Welcome คนจากแหลงต่างๆ ให้อยากจะซื้อ

พอดูจบ เจ้าของรายการ ไม่ถูกถีบออกจากบ้านก็บุญ แล้ว
บางที คนเรา เหมือน กบใน กาน้ำ
(ไม่ใช่กบในกะลานะ)

REFERENCE: http://en.wikipedia.org/wiki/Boiling_frog
เป็นทฤษฎีของฝรั่ง จริงๆ ที่ใช้อธิบายเรื่องนี้ คนไทยไม่ค่อยรู้จักหรอก

ไม่ได้หมายความว่า คุณต้อง ไปนำกบมาต้มจริงๆ แต่เป็นคำพังเพยของฝรั่งที่สอนฝรั่งต่อๆ มาน่ะ

กบในกาน้ำ=จับกบ(ตัวที่1) มาใส่กาต้มน้ำ แล้วค่อยๆ ต้มด้วย น้ำให้ร้อนขึ้นอย่างช้าๆ กว่ากบจะกระโดดออกมา (เพราะร้อน) น้ำ ก็จะร้อนมากๆ บางตำราบอกว่ามันจะปรับตัวได้ นึกว่าปรกติ จนในที่สุดมันก็ถูกต้มสุก

ด้วยน้ำ อุ่น อุณหภูมิต่ำ หาก เอากบ(ตัวที่2) ใส่ลงไป กบจะรีบกระโดดออกมาเลย เพราะรู้สึกร้อน

การที่ กบ ตัวที่ 1 ไม่ยอม กระโดดออกมา เพราะว่า มันอยู่ในน้ำเย็นตั้งแต่แรก แล้วน้ำค่อยๆ อุ่น กบตัวที่ 1 จะปรับตัวได้ และรู้สึกว่าตัวเองปรกติดี

กบตัวที่สอง ไม่ยอม อยู่ในกา เพราะไม่ได้อยู่ตั้งแต่แรก พอมาเจอน้ำ อุณหภูมิที่แปลกจากปรกติ (ทั้งๆที่กบตัวที่ 1 อยู่ได้) มันก็จะ Reject

ในโลกนี้
ผมเห็น หลายคน เป็นกบตัวที่ 1 (ผมคงระบุชื่อไม่ได้ แต่บอกตรงๆ เวลาผมคบกับใครบางคนแล้ว ผมจะพยายามจัดอันดับ ว่า เค้าเป็นกบตัวไหน คุณด้วยแหละ หากคุณรู้จักผม คุณก็จะถูกจัดอันดับ)

กบตัวที่ 1 อยู่ชิน กับสิ่งเดิมๆ จนชิน จนคิดว่า เป็นสิ่งที่ดีที่สุด (ผมไม่ได้หมายถึงความรวยจนนะ บางคนก็มีฐานะ แต่ก็ชินกับการใช้จ่ายฟุ่มเฟือย บางคนไม่มีฐานะ แต่ก็ชินไม่ยอมใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเลยแม้กระทั่งเสียเงิน5เซนต์ยังไม่ยอม)

บางทีเวลาผมพูดกับกบตัวที่ 1 กบตัวที่ 1 จะโกรธผม หาว่า ผมเข้ามา จัดระบบชีวิตเค้า

เช่น “ทำไมไม่ทำแบบนั้น ทำไมไม่ทำแบบนี้ล่ะ ทำตามผมบอกเหอะ”

กบตัวที่ 1 ก็ จะ มากล่าวด่าว่าผม คือ ไม่ถึงร้ายแรงแต่แค่ ประมาณว่า ผมไม่ควรเข้าไปยุ่งกับเค้า เค้ามีสิทธิ์ในการทำในวิธีของเค้า

ยกเว้นบางคน ที่ผมรักมากๆ ผมจะยอม เข้าไปยุ่ง ยอมให้ เหยียบ ยอมให้ตบ ให้ตี ยอมให้มีเรื่องกัน บางทียอมให้เค้าทะเลาะกับผม จนแทบไม่พูดอะไรกัน

ซึ่งสิ่งที่ผมจะพูดไป ผมต้องคิดดีแล้วว่า มันดีแล้ว และหากอ้างอิงกับ บุคคลทั่วไปในสากลโลก มันเป็นสิ่งที่ ถูกต้อง ดี และ “เห็นผลได้อย่างไม่จำกัดกาล”

ผมแค่รอวันหนึ่ง ที่เค้าจะคิดออกเอง แล้วก็ จะไม่ถึงต้องมาขอโทษผมหรอก แค่บอกว่า อืมส์ จะลองทำดู 1 สัปดาห์ แค่นี้ผมก็ปลืิมแล้ว

แต่ มัวแต่ไปว่าเค้า ผมเองก็เหมือนกัน ต่อให้คุณเป็นอะไร ในที่สุดก็จะมีช่วงหนึ่งที่คุณจะเป็นแบบนี้

เกิดเป็นมนุษย์ก็คล้ายกบ

ผมเอง เวลาอยู่กับอะไรชินๆ ผมก็เป็นกบตัวที่ 1 สำหรับคนอื่นเหมือนกัน …. เวลาเป็นกบตัวที่หนึ่ง กบมันไม่รู้หรอก ตัวมันเองไม่รู้ตัวมันเอง (พยายามด่าตัวเองนะเนี่ย) เค้าเรียกว่าโรค Boling Frog Syndrome

สิ่งที่ต้องระวัง มากที่สุด คื่อ หากคุณต้องการเปลีย่นใจกบตัวที่ 1 คุณต้องระวัง เพราะคุณอาจจะเสียเพื่อนได้ หากไม่รู้กาละเทศะ ทั้งๆที่บางทีคุณไม่เข้าใจ

โดยเฉพาะ หากเป็นคนที่สนิทกัน ก็ต้องระวังมากๆ

แต่หากเป็นพระพุทธเจ้า ในบางกรณีท่านอาจจะปล่อยให้กบตัวที่ 1 เสียชีวิตไปตามกรรม เพราะว่า บางทีไม่สามารถอธิบายให้เข้าใจได้

และ ผมก็ต้องจำไว้ว่า ขนาดพระพุทธเจ้าเอง ยังไม่สามารถอธิบายธรรมะให้คนเข้าใจทุกคนได้ (ท่านจะเลือกบุคคลที่เปรียบเหมือน บัวเหนือน้ำก่อน จะเลือกบุคคลผู้นี้มาฟังธรรมก่อน ในพุทธประวัติ ท่านจะเสด็จไปหาและแสดงธรรมให้ถึงที่เลย เพราะเชื่อว่า ผู้ฟังย่อมมีดวงตาเห็นธรรมได้โดยง่าย)

โดยเฉพาะ

อีกรายการหนึ่ง คือ รายการ Chef School

เจ้าของรายการจะเลือก เด็กที่มีพรสรรวคฺ์ เข้าโรงเรียนเรียนเป็นเชฟ เพื่อผลิตเชฟคุณภาพ

เจ้าของโรงเรียนจะพิจารณา จาก อาหารที่ทำ ความตั้งใจ ในขณะทำ และ ดูว่าเป็นนักคิด นักทดลอง และอดทนหรือไม่ และดูไปถึงว่า จะมีดวงตาเห็น อนาคตของการเป็นเฟมืออาชีพหรือไม่

….
ผมเอง เคยอยู่ในภาวะถูกเลือกอยู้่ครั้งหนึ่ง คือ ตอนไปสอบสัมภาษณ์ที่หน่วยแนะแนวการศึกาา หรือ ปรึกษาอาจารย์แนะแนว ว่า ผมจะเรียนต่อ

1 วิศวะกรรมศาสตร์
2 บริหารธุรกิจ
3 นิเทศน์ศาสตร์

ครูบอกว่า บุคลิคภาพ ผลการเรียน และฯลฯ เหมาะสมกับการเรียนบริหารธุรกิจ …. แล้วก็ แม่กับพ่อ ก็เลือก ข้อ 2 เหมือนกัน

ทำไม ผมจึงไม่เลือกเอง?

คุณเคยถามมั๊ย?

ผมไม่เลือกเอง เพราะว่า ในขณะนั้น ผมเป็น กบตัวที่ 1 ผมบอกไม่ได้ว่า น้ำร้อนขึ้นหรือไม่

แต่ ที่ทุกๆคนเลือก เพราะ เค้าอยู่ในฐานะกบตัวที่ 2 โดยที่ กบตัวที่ 1 มันความสัมพันธกับกบตัวที่ 2 เป็นอย่างดี

บางทีผมเคยโกรธตัวเองว่า ทำไม ผมไม่เรียนอย่างอื่น ทำไม ครู พ่อ แม่ ต้องเลือกให้ผม แต่ตอนนี้ ผมสำนึกได้แล้วว่า จริงๆ แล้วในขณะนั้น ทุกคนทำถูกต้องแล้วที่ไม่ให้ผมเลือก หากผมเลือก ผมคงเรียน นิเทศน์ศาสตร์ไปแล้ว

ผมก็ไม่เคยเสียใจนะ ผมคิดว่า ผมเลือกทางนี้

แต่ในขณะนี้ ผม ต้องการเป็น กบตัวที่ 2 เพื่อ ต้องการช่วยเหลือ กบตัวที่ 1 (อีกหลายตัว ที่อยู่ในภาวะ ถูกต้มให้เดือดอย่างช้าๆ)

ผมจึงเปิดกว้าง ทำในสิ่งที่ Challenge ตัวเอง หลายอย่าง ที่แตกต่างจากวิถี ปรกติที่ผมเคยปฎิบัติ

ยกตัวอย่าง เช่น ลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัม,ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และเล่นดนตรีสม่ำเสมอ อะไรแบบนี้

1 การลดน้ำหนัก ล่าสุดผมพยายามวางข้าวสารถุง หนัก 10 กิโลไว้ที่บ้านแล้วก็ ยกเล่นด้วยความภูมิใจ และบางวันผมก็พูดว่า “ดูสิ ข้าวถุงนี้ หนัก 10 กิโล” …. ผมเอา 10 กิโลออกจากน้ำหนักตัวเองได้ไงเนี่ย ว่าแล้ว ผมก็แบกข้าวสาร 10 กิโล ไปชั่งบนตาชั่ง แล้วก็บอกว่า นี่คือน้ำหนักผม เมื่อ 3 เดือนก่อน แล้วพอเอาข้าวสารออก ผมก็บอกว่า “นี่คือน้ำหนักปัจจุบัน” แล้วก็ ถามตัวเองว่า “แล้วกูแบกไว้ได้ไงฟะตั้ง 10 กิโล แบกอยู่เป็นปี มิน่าล่ะ ทำอะไรก็เหนื่อย เพราะน้ำหนักมันถ่วง” แล้วก็แอบภูมิใจนิดๆ ก็กะว่า เวลาไปเมืองไทย ผมก็คงจะใช้ วิธีนี้ ในการให้กำลังใจ คนที่อยากจะลดน้ำหนักอีกหลายๆคน อาจจะเริ่มต้นง่ายๆ ว่า “เธอๆ ยกข้าวสารถุงนั้นมาให้พี่หน่อยสิ”… (จะถูกตบมั๊ยฟะ) …. ผมเองก็ไม่สามารถ ชักจูงคนอื่นให้มาลดน้ำหนักแบบผมได้ เพราะเค้าอาจถึอว่า ผมดูถูกในลักษณะการรับประทานหรือการไม่ออกกำลังกายของเค้า ผมต้องปล่อย … หากมผทักคุณว่าอ้วน และบังคับให้คุณออกกำลังกาย คุณจะโกรธผมไปเลย

…. แต่ผมอาจมีสิทธิ์ หากผม มีอาชีพเป็น Personal Traner มีรูปร่างหุ่นนักกีฬาสวยงาม โชวให้ดู…. นี่แหละ คือ ทำไมผมจึงต้องพยายามทำในบางสิ่งต่อไปนี้… ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ผมจะมีโอกาส ที่จะเปลียนชีวิตใครบางคน ได้ เหมือนครูฝึกของผม ที่เปลี่ยนผมให้เป็นคนละคนได้… ผมทึ่งในความสามารถของเค้า แต่ เค้าจะง่ายกว่า เพราะผมมี “ความอยากหล่อ” เป็นทุนเดิม ลองให้เค้าไป พูดกับคนที่ไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้สิ อาจถูกตบได้

2 การวิ่งแข่งประจำปี ผมต้องการทำลายสถิติตัวเอง ทั้งๆที่ผมรู้ว่า ผมไม่พร้อมนัก แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า เวลาผมคำนวนใหม่ว่า “เมื่อไร ผมถึงจะพร้อม” ผมได้คำตอบมาคำเดียวคือ ในวันที่ผมจะวิ่ง (8 สิงหาคม) นั่นแหละคือวันที่ผมพร้อมที่สุดในชีวิต อย่างที่ไม่เคยพร้อมมาก่อน แต่คุณจะพร้อมได้อย่างเต็มที่ก็ต่อเมือ่คุณได้ซ้อม ผมก็เลยได้ซ้อมออกกำลังกายไปมาก

3 ออกกำลังกาย เป้าหมาย หุ่นนักกีฬา … ไม่ได้กะว่าจะทำตัวเป็นก้ามปูยักษ์หรอกน่ะ แต่ตอนนี้ผมตั้งเป้าไว้ว่า ผมต้องการมีหุ่น นักกีฬาจริงๆ ที่ เห็นได้อย่างชัดเจน คือ กลับไปเมืองไทย (อีก 5 เดือน) ทุกคนที่เมืองไทย จะได้เลิก ตั้งคำถามว่า ผมออกกำลังกายหรือไม่ ….? ปล่อยเนื้อปล่อยตัวหรอืเปล่า ….เอาเป็นว่า ออกกำลังกายไปเรื่อยๆ หากคุณเห็นผมครั้งต่อไป คุณอาจจะไม่เชื่อตัวเอง และผม ก็จะไม่พูดและไม่อธิบายอะไร เพราะหากผมเกิดพูดชักจูงคุณขึ้นมาว่าให้ไปออกกำลังกายอย่างผม คุณก็จะต้อง ใช้สิทธ กบตัวที่ 1 คือ ผมไปเ-อืกอะไรกับชีวิตคุณด้วย แต่ผมต้องการให้คุณได้เห็นเองว่า หากคุณทำอย่างผมนี่คือ สิ่งที่ได้

4. เล่นดนตรี ผมเข้าไปดูวีดีโอ Youtube ทุกวันเลย โดยเฉพาะคนที่หัดเล่นใหม่ๆ เช่น เค้าจะเล่าให้ัฟังว่า เค้าซื้อเปียนโนมาวันไหน เริ่มอัดเพลงแรกวันไหน 1 เดือนต่อมา เล่นอะไรได้ 6 เดือนต่อมาเป็นไง 12 เดือนต่อมาเป็นไง inspiring มากๆ บางทีผมก็อยากจะสัมภาษณ์ตัวเองเก็บเอวไว้ แต่ก็ไม่มีโอกาส

หากได้เดินทางไป นิวซีแลนด์กับคม ผมอาจให้เค้า ถ่ายวีดีโอ สัมภาษณ์ผม เก็บความในใจไว้ (เผื่อเสียชีวิต จะได้มีโอกาสพูดอะไร บ้าง เพราะบางที กบตัวที่ 1 ก็ไม่ยอมฟัง กบตัวที่ 2 ยกเว้น กบตัวที่ 2 จะแสดงให้เห็นว่า เค้าเสียชีวิต เพื่อแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่เค้าพูดไม่ได้มีผลประโยชน์กับเค้า แต่เพื่ออนาคตของกบตัวที่1) ผมคิดว่า ผมจะให้เค้าสัมภาษณ์ผม แบบ วู๊ดดี้ มีคำถามที่น่าอาย น่าตลก เปิ่นหลายคำถาม ที่ผมตอบกับสาธาณะชนไม่ได้ แต่ผมอยากให้อัดเก็บไว้ ให้พ่อกับแม่ดู เผื่อ ผมต้องตายก่อน

…คือจะได้เห็นว่า ผม มีความตั้งใจจริง และรักจริง ในการพูดแต่ละอย่าง ออกไป ถึงแม้ว่าจะตายแล้ว ก่อนตายผมก็จะได้พูดเอาไว้ หากผมไม่ตาย ก็เก็บเทปอันนี้ไว้ในเซฟ เพราะต่อให้เอาไปเปิดที่ไหน ก็ไม่มีคนฟัง (คนจะฟัง คนที่ตายแล้ว เท่านั้น อย่างในชั้นศาล จะยอมรับฟังคำพูดของคนที่พูดก่อนตาย ถือว่าเป็นความจริง โดยไม่จำเป็นต้องมีหลักฐาน เพราะถือว่า คนจะตายแล้วจะพูดความจริง เช่นใครเป็นคนฆ่าใครอะไรแบบนี้ (คุณเคยเรียนมั๊ยอะกฎหมาย?))

แต่ ก่อนตาย ไม่มีใครฟังคุณหรอก อย่างผมเนี่ยบ่นๆ แบบนี้ ไม่มีใครสนใจหรอก

อนึ่ง….ในชีวิตนี้ คุณอย่าคิดนะว่า พ่อแม่จะตายก่อนเรา มันไม่แน่หรอก….. ขอบอก

Anyway สิ่งทุกสิ่งที่ผมจะทำ ผมมีเป้าหมายว่า สักวันหนึ่ง จะมีคนเข้าใจผม ในสิ่งที่ผมทำไป ถึงแม้ว่าไม่ได้เลิศเลอ ประเสริทสุดในโลก แต่คนที่เห็นก็น่าจะคิดได้ ว่า ในกำลังทรัพย์ ความรู้ และกำลังกายที่ผมมี นี่คือดีที่สุดที่ผมสามารถทำให้ได้แล้ว

เดี๋ยวไปดูทีวีต่อก่อน มีอีกหลายรายการที่ผมอยากเข้าทีวีไปตบกับนักแสดง…

Micheal Jackson Number Ones

June 26th, 2009 Posted in Uncategorized | Comments Off

OMG… คือ First Response ของผม…เมื่อได้ทราบข่าวตอนเช้า

ตามหลักนัก Blog วันนี้คงต้อง Blog เรื่องนี้แหละ…. ทนฟังกันหน่อยนะ

หากใครที่ติดตาม Blog ของผมเป็นประจำ ผมจะ เล่าๆให้ฟังอยู่บ่อยๆว่า ผมชอบเพลงของ ไมเคิลแจ๊คสันมาก … ผมเองก็อธิบายไม่ถูก ผมชอบเพราะว่า มัน ยาก และซุ๊ดยอด คิดได้ไงไม่รู้

แล้วก็ล่าสุด ที่ผมตั้งใจในปีนี้ ในสิ่งที่จะทำคือ ผมต้องการเล่นเพลง ของไมเคิลแจ๊คสัน(เวอร์ชั่นเปียนโน) ให้ได้    ด้วยความตั้งใจ ผมก็ ดั้นด้นไปซื้อหนังสือเพลง Sheet Music มาจากร้าน Alan Music เมื่อ2เดือนก่อน แล้วก็เปิดดูทุกวัน ไม่กล้าเล่น เพราะกลัวยาก และกลัวว่าเล่นได้เร็วเกิน แล้วเวลาว่างๆ ผมก็ เปิด เพลง Yutube แล้วก็ เพลงจากเวปไซด์ของ Micheal Jackson แล้วก็เล่นเปียนโนตาม ไป แบบน้ำขุ่นๆ อะนะ

ภาพข้างบนนี้คือหน้าปก หนังสือเพลงนะ

เวลาใครถามว่าผมจะเล่นเพลงของใครอะไรบ้าง ผมก็จะเล่าให้ฟังว่า มีเพลงของเค้า ที่ผมต้องการเล่นอยู่ใน List ด้วย และหากคุณไม่ทราบมันเป็นเพลงที่ยากมากๆ

เพราะคนแต่ง (คือเค้าเอง) มีพรสวรรค์ทางด้านนี้จริงๆ

คือ ถ้าหากไม่คิดด้านอื่นที่ไม่ปรกติของเค้า (แต่ศิลปินที่เก่งๆ มีคนไหนปรกติบ้างล่ะ? แต่ละคนก็สุดขั้วกันทั้งนั้น)

เวลาฟัง แล้วไพเราะ ร้องตามได้ง่าย แต่เวลาเล่นจริงๆ คีย์ของ ไมเคิลแจ๊คสัน คือ ยากสุดๆ ในโลกนี้มีคนเดียวที่ทำเสียงแบบนั้นได้เท่านั้น คือ “ตัวเค้าเอง” (บันเจิดสุดๆ)

ซึ่งผมคิดไว้แล้วว่า หากผมได้ Perform เพลงของเค้าสักเพลง ทุกคนคงจะตะลึง

พอได้ข่าวมาตั้งแต่ตอนเช้า ผมเองก็รู้สึก เศร้ากับข่าวมากๆ เพราะเค้าคือศิลปินคนโปรดของผมคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าผมไม่ได้สะสมอะไรเกี่ยวกับเค้าไว้มาก แต่ ผมก็มี ซีดีรวมเพลงฮิตของเค้า ยิ่งพักหลังนี้ ผมฟัง เค้าแทบทุกวันใน ipod เวลาเดินกลับบ้าน จะเป็นเวลา Micheal Jackson time ของผม (เวลาเดินทางออกจากบ้านจะเป็นเวลา W.A. Mozart น่ะ)

ผมให้ดนตรีเป็นตัวเริ่มต้นวันใหม่น่ะครับ

ตั้งแต่ทราบข่าวผมก็ดูถ่ายทอดสดจาก L.A. ผ่าน Sky News, Fox News, CNN, 3 5 7 9 ทุกช่อง และสัมภาษณ์นักข่าวที่เคยไปสัมภาษณ์ สัมภาษณ์เพื่อน แม่บ้าน ฯลฯ ตลอด5 ชั่วโมงเลยมั้งที่เค้าถ่ายทอดสดผ่านดาวเทียมมาจาก L.A. (ผมชอบ Cable Tv ก็ตรงนี้แหละ)

โดยเฉพาะช่วงที่ โอปร้า วินฟรี่ (ไม่ใช่ดาเรสนะ) เป็นคนสัมภาษณ์ แบบเจาะใจ ผมก็ได้แต่ฟังแล้วก็ มายก๊อด มายก๊อด ไปเรื่อยๆ

แล้วก็ ที่ผมเคยเล่าใหัฟังว่า นอกจากดนตรีแล้ว เค้าเป็นคนที่คิดค้นการแสดง อย่างเช่น  วิธีเต้น Moonwalk

และอย่างที่เราเห็นในทีวี ด้านการเต้น เค้าสุดๆ จริงๆ แทบไม่มีใครทำได้

แต่ ที่ผมทึ่งที่สุดในบรรดา การแสดงของเค้าคือ การ โน้มตัวต้านแรงโน้มถ่วง ที่ผมเรียกว่า Micheal Jackson Anti Gravity

คือสามารถยืนได้โดยใช้รองเท้าพืเศษ ที่เกี่ยวกับพื้นเวทีไว้ ทำให้เค้า เอียงได้มากกว่าปรกติ โดยที่มนุษย์ธรรมดาทำไม่ได้ด้วยตัวเปล่า

ผมชอบเรียกเหตการณ์นี้ว่า Micheal Jackson Anti Gravity เหมือนคนอื่นๆ แหละ

ตามจริง ที่ยิมเค้า มี การออกกำลังกายขา โดยการใช้ Anti Gravity ด้วย ทุกครั้งที่ครูฝึกให้ทำ แล้วก็ย้ำว่า มันต้านแรงโน้มถ่วงไว้ ผมก็จะบอกว่า “ตามจริง Micheal Jackson เค้า สงวนลิขสิทธิ์ทางการค้าเอาไว้นะ Registered เป็น US Patent ทรัพย์สินทางปัญญาไว้”

สังเกตมะ ว่า ไม่มีศิลปินคนอื่นนำเอาวิธีนี้ไปใช้

คือ ถ้าเต้นเอียงๆ ก็จะได้ออกกำลังขา โดยเฉพาะตรง Harmstring (หากโน้มไปข้างหน้า)

(ตามจริงการออกกำลังกายที่ยิม ต้านแรงโน้มถ่วงหมดทุกอย่างแหละ  นักบินอวกาศออกกำลังกายไม่ค่อยได้ เพราะว่าไม่สามารถทำกิจกรรมต้านแรงโน้มถ่วงได้)

วันนี้ ผมก็เลย บอกครูว่า วันนี้ ผมขอ ทำ ท่านั้นนะ นั่งคุกเข้า คุณทั่งทับเท้าผมไว้ แล้วผมจะ ค่อยๆ นอนลงไป แบบ slow motion แบบ Micheal Jackson Anti Gravity แต่ต่างกันตรงที่ว่า ผมจะผ่านจุด point of no return แล้วก็ลงไปถึงพื้นเลย

(เข้าใจมั๊ยฟะเนี่ย)

แต่ Anyway แล้ว ผมก็ ทำได้ดี และสวยงาม Perfect beautiful 12 x 3 sets

เฮ้อ  ชาตินี้เลยอดดู คอนเสริทของเค้าเลย

สงสารคนดู ระดับฮายโซว ออสเตรเลีย บางคน เค้าซื้อบัตรคอนเสริท ไมเคิลแจ๊คสันล่วงหน้า (ทราบจากเพื่อนฮายโซว ระดับดาราระดับยโลก หรือเจ้าชายและเจ้าหญิงจากประเทศต่างๆ…) ใบละประมาณ $20,000 เหรียญ เพื่อแลกกับบัตรคอนเสริท VIP ที่จริงๆ SOLD OUT หรือไม่มีจ่นแบเส และ บัตรคอนเสริท 700,000 ใบ ขายหมดภายใน 4 ชั่วโมง มายก๊อด

คือ หากผมต้องการดู ผมคงต้องให้คนไป หา แล้วก็ ไปซื้อต่อ จึงจะได้ชม และหากคนที่คลั่งมากๆ เสียเงิน $20,000 แล้วได้ไปชม คงจะ satisfied พอใจสุดๆ

เหมือนดาราไทยมาซิดนี่ย์ น่ะ หากคุณต้องการทานข้าวด้วย คุณควรจะลงทุนจัดงาน อะไรแบบนี้ (หมายถึงใครเนี่ย…. ไปคิดเอาเองละกันนะ มีเยอะ คนไทยในซิดนี่ย์บ้าดารา)

แต่ ตอนนี้ ต่อให้คุณ ฮายโซว และ มีเงิน $20,000 ก็ ดูไม่ได้แล้วล่ะ เพราะเค้าเสียชีวิตแล้ว

เค้ายังไม่ได้ประกาศมาว่า จะคืนบัตรอย่างไร คงให้ผ่านช่วงนี้ไปก่อน

ส่วนคนธรรมดาสามัญอย่างผม อยู่บ้าน เล่นเปียนโน ประหยัดที่สุดแล้ว อยากเล่นเปียนโน ดีกว่าการอยากอย่างอื่น

Anyway ผมขอให้เค้าไปสู่สุขติด้วยเถิด R.I.P Micheal Jackson Number Ones

ปล สิ่งที่ผมอยากทำอีกอย่างคือ ผมอยากเรียนเต้น แบบ Micheal Jackson ไม่รู้ว่า มีแก้งค์ B-BOY ที่ไหนรับสอนคนสูงอายุเต้นแบบนั้นหรือเปล่า

OZ lotto $90 mil next tuesday

June 25th, 2009 Posted in Uncategorized | Comments Off

ข่าวด้านการเงินที่ใหญ่ที่สุด รองจาก กำไรของธนาคาร (ประมาณ $8 billion) คือ Oz Lotto งวดที่ผ่านมา $50 ล้านไม่มีคนถูกรางวัล และตามข่าว ในงวดนั้นมีคนทุ่มซื้อทั้งประเทศรวม $87 ล้านแต่ไม่มีคนถูก (หักเป็นค่าโฆษณาค่าใช้จ่ายทางการราว $40กว่าล้าน …โฆษณาทีวีก็ นาทีละเกือบล้านเหรียญแล้วล่ะ… ค่าระบบออนไลน์อีก)

งวดหน้า ก็อย่าลืมซื้อ ล๊อตโต้กันก็แล้วกันนะ

วิธีซื้อง่ายๆ ไม่ยาก ซื้อแค่ 1 เกมส์เดียวก็พอน่ะ ประมาณ $1.30 ไม่เกินนี้ (ใครอย่าไปซื้อมากกว่านี้เข้าล่ะ เพราะล๊อตโต้คือการ เอาเงินน้อยแลกเงินมาก ถ้าซื้อหลักร้อยเหรียญถือว่า เป็นการพนันแล้ว) ใครหาว่าผมแนะนำ ให้ซื้อเยอะๆ ? ซื้อนิดเดียวพอ ทำไมนะเหรอ อ่านไปให้จบนะแล้วจะเข้าใจ

เพราะพ่อบอกว่า หากไม่ซื้อ จะไปถูกรางวัลได้อย่างไร โดยเฉพาะคนที่มีดวงว่า “จะรวยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” นั้น คำทำนายแบบนี้ คือ ล๊อตโต้

ผมเคยถูกล๊อตโต้มั๊ย? คุณคิดว่าไง?

ผมเคยถูกล๊อตโต้เป็นเงิน $1234.00 ดอลล่าที่ประเทศออสเตรเลีย…  เป็นเงินรางวัลสูงสุดที่ผมเคยถูกมา ในออสเตรเลีย วิธีการก็ง่ายๆ ไม่ยาก ขณะซื้อก็อธิษฐานและตั้งใจจริงในการทำในสิ่งดีๆ แล้วก็ถูกรางวัลเอง (ตอนนั้นตั้งใจแน่วแน่อธิษฐานว่า จะไปบวช แต่ ต้องใช้เงินทุนร่วมๆ เป็นเงินยอดดังกล่าว …จะเอาเงินมาจากไหน… พระท่านเลยให้มา พอดีกับที่ผมต้องการ พอถูกรางวัลปุ๊ป ผมก็รีบบินกลับเมืองไทยไป บวชเลยล่ะ….)

ขอโทษที่ถูก ไม่เยอะพอ  เลยช่วยคนอื่นไม่ได้ เพราะไม่ได้ขอไว้เยอะ แค่ขอไว้ว่า ปรกติให้แม่เท่านั้น เท่านี้ อะไรแบบนี้

ถ้าถูกล๊อตโต้รางวัลใหญ่ๆ ก็คงจะช่วยคนอื่นๆ ได้มากกว่านี้ หรือ อาจจะมี “พลังในการเปลี่ยนโลกนี้” ได้ มากกว่าคนอื่น

หลายคนก็ว่าผมงมงาย

แต่ ขอบอกว่า ที่ผมอยู่มาได้ทุกวันนี้ เรื่องเกี่ยวกับ lotto นี่แหละ เพราะว่า แม่ ทำงานอยู่แผนก สลากออมสิน เป็นพนักงานสาวหยิบลูกบอลรางวัล และขายสลาก และตรวจสอบสลาก ออมสินน่ะ

พ่อผมก็ซื้อล๊อตเตอรี่ทุกวงด เป็นเงิน ครั้งละราวๆ 1000 บาทต่อเดือน

ในกรณีของพ่อ พ่อเป็นผู้มีบุญบารมี พ่อจะถูกล๊อตโต้บ่อยมากๆ ที่ถูกมาสูงสุดคือ 1 แสนบาท แต่ว่า โดยปรกติพ่อจะถูกรางวัลปีละ 1-2 หมื่นบาท เป็นประจำ จนผมเองต้องอิจฉา ว่า ทำไปได้ไง

ล่าสุด ที่ผมเคยเล่าว่า เมื่อ 3 เดือนก่อน พ่อ ดันไปเผานาเพื่อนบ้านวอด หมดไปหลายหมื่นบาท ชดใช้ให้เค้าไป ไม่กี่วันต่อมา พ่อถูกรางวัลเป็นจำนวนดังกล่าว ….คุณพระช่วย ผมโชคดีจริงๆ ไม่ต้องส่งเงินไปช่วย

พอบางคนหาว่าผมงมงายผมก็บอกว่า ตามจริงแล้ว ผมก็เก็บเงินเดือนละ 1000 บาท สิ้นปี ได้ 12,000

การซื้อล๊อตเตอรี่ของพ่อ จริงๆ หากวิเคราะห์ดีๆ คือ การ ฝากเงิน สะสมทรัพย์ ประเภท ชิงรางวัลชนิดหนึ่ง… ดวงเค้าเป็นงั้น บางทีผม เองก็ต้องพยายามแอบไปดูว่า พ่อแอบซื้อเลขท้ายอะไรมาบ้าง ผมก็แอบไปซื้อ

เวลาจะเช็คก็ง่ายๆ วันรุ่งขึ้นที่สลากออก หากโทรไปแล้วพ่อไม่อยู่บ้าน ก็แสดงว่าเข้ามาที่กองสลาก

แต่บางคน ก็ไม่ซื้อรางวัล เพราะเห็นว่าเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะหากเก็บเงินไว้ จะได้เงินจริงๆ มากกว่า แต่เพื่อนๆหลายๆคนจะทราบว่า พักหลังๆนี้ ผมจะซื้อล๊อตโต้ให้เป็นของขวัญ ไม่ได้ดูที่จำนวนเงินค่าซื้อหรอก แต่สิ่งที่ผมให้คือ โอกาส….

วันเกิดของผม เพื่อนฝรั่ง จะซื้อ Lotto มาให้ตลอด ประมาณ $10-$20 ปีไหนเค้าเปลียนเป็นของขวัญชนิดอื่น ผมจะบอกว่า อยากได้ของขวัญเดิม

ผมไม่เคยดูถูกเค้านะว่า เค้าจะซื้อให้ผมแค่ $10 เพราะสิ่งที่เค้าให้จริงๆ คือโอกาส  และผมทราบดีว่า หากเค้าให้ผมได้มากกว่า $10 เค้าคงจะให้แล้ว นี่เค้าก็มีแค่นั้น เค้าซื้อให้เราก็ ดีที่สุดในสิ่งที่เค้าจะทำได้แล้ว

ฉะนั้น ใครจะซื้อของขวัญวันเกิด หรือปีใหม่ให้ผม ผมขอเป็น Lotto นะ  ไม่เอาสินค้าราคาแพง แต่ขอให้มี Lotto น่ะ

อะไร ที่โชคดี แบบ แปลกๆ มักจะเกิดขึ้นกับผม   สิ่งที่ผมยังไม่ได้ลองขอไปคือ Lotto Green Card ของเมกา ผมกลัวได้

สมัยผมขอวีซ่านักเรียน เจ้าหน้าที่ อิม ทำวีซ่าให้ผมผิดน่ะ ขอไป 1 ปี อิมให้มา 5 ปี …… คงเป็นผมคนเดียวที่ได้วีซ่ายาวที่สุด

เพื่อนบอกว่า ผมถูกล๊อตโต้

(ตามจริง เป็นการมองโลกในแง่ดีของผมตะหาก เพราะหากผมมองแต่แง่ร้าย เวลาลืมตาขึ้นมาตอนเช้า โลกของผมจะไม่สดใส และไม่เป็นสีชมพู)

แล้วก็ มีอีกหลายครั้งที่ผมไปถอนเงินจากธนาคาร แล้ว เจ้าหน้าที่ธนาคารให้เงินมาเกิน เวลาได้เกินมา ผมจะบอกกับเพื่อนๆ ว่า ผมถูกรางวัลล๊อตโต้จากธนาคาร แล้วก็ เอาเงินที่เกินมา กรีดให้ดู แล้วก็ จะถามทุกคน ว่า “ผมจะทำอะไรกับเงินนี้ดีนะ” แล้วก็ กระโดดโลดเต้นไปทั้งวัน

แต่ละคน ก็ แนะวิธีใช้เงินให้ผม (ซึ่งตามจริงผมรู้อยู่แล้วแหละว่าจะใช้ทำอะไร)

ทุกคนก็อิจฉาผมหมด แทบอยากจะ เอาเงินนั้นไปใช้แทนผมเลย…..(เพื่อนกันอะนะ ก็ถามยั่วไปงั้นแหละ อย่าคิดมากล่ะ)

วันรุ่งขึ้น เพื่อนคนหนึ่ง ก็ถามผมว่า “ตกลงเธอเอาเงินนั้นไปทำอะไรน่ะ”

ผมตอบไปว่า ผมทำในสิ่งที่ ผมควรจะทำน่ะ “เอาไปคืนเค้า” เพราะเค้าต้องเดือดร้อน ผมจำได้ว่า เจ้าหน้าที่ธนาคารนั้น ตั้งแต่ระดับ พนักงานทั่วไปจนถึงผู้จัดการ มาขอบคุณผม….

แล้วก็ ที่เคยถูกล๊อตโต้จริงๆ จากธนาคารคือ ตอนไปชำระหนี้บัตรเครดิต จ่ายไป $3000 มั้ง แต่รายการเข้ามา Double หรือ ถูกรางวัล $3000 ฟรี ก็พยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ และติดต่อธนาคารนั้น ว่า มันผิด

ธนาคารก็รับเรื่องไป 14 วัน กลับมาบอกว่า “มันไม่ผิด” ผมเลย เออ… ขอบใจนะ

ผมเอง ไม่ได้หวัง100%ว่า ผมจะถูกล๊อตโต้ $90 ล้านงวดต่อไปนี้หรอกนะ

ผมแค่ขอให้มี “ความน่าจะเป็น” มากกว่า ศูนย์

ตามที่พ่อบอกมาอีกทีว่า

 

หากผมไม่ซื้อล๊อตโต้  โอกาสที่จะมีเงิน $90 ล้านร่วงลงมาจากฟ้าตกทับใส่หัวผมนั้น น่ะมีมั๊ย ความน่าจะเป็นน่ะ คำนวนออกมาได้ 0 ใน 20 ล้าน

แต่หากซื้อไว้แค่ $1.30 เกมส์นึง ผมจะได้คำตอบว่า มีน่ะ ความน่าจะเป็นประมาณ 1ใน 20-30 ล้าน 

เห็นความสำคัญของ 1 ใน 20 ล้านมะ…..

Anyway ก็ขอให้ทุกคนนะครับ มีความสุขมากๆ โดยเฉพาะเจ๊อ้อย เวลาคุยเรื่องล๊อตโต้กับผม เจ๊แกจะคุยนานมาก เพราะเจ๊แกซื้อประจำ และประเภทมือหนักด้วย ทุ่มสุดๆ เลยถามแกว่า “เอาไว้เราไม่มีอะไรทำ เราไปสมัครงาน กองสลากกันนะ”

อ้อ ส่วนหาก ผมเงียบไป ไม่อัพอะไรเลย เพื่อนก็ไม่ติดต่อ นานๆ ก็แสดงว่าถูกรางวัลแล้วหายตัวไปนะครับ

ขึ้นรถเมล์ในซิดนี่ย์ ต้องซื้อตั๋วติดตัวไว้ล่วงหน้าแล้วนะ Sydney-CBD Go Pre-pay

June 25th, 2009 Posted in Uncategorized | Comments Off

ตั้งแต่ต้นสัปดาห์มาแล้ว ว่าจะมาบอก ลืมเรื่อย…

PrePay-SydneyCBD

เผื่อใครไม่ได้มานครซิดนี่ย์นาน คือว่า หากเดินทางในเวลาเร่งด่วนเช่น 7 โมงเช้า ถึง 1ทุ่ม ทางการ ให้ผู้โดยสารซื้อตั๋วจากซุ้มขายตั๋ว หรือเอเย่นขายตั๋วล่วงหน้านะครับ ผู้โดยสารคนอื่นจะได้ไม่เสียเวลารอเรา Boarding นะครับ

เอเย่นขายตั๋วบางแห่ง มีขายเป็นเที่ยวเดียวด้วย (Single 1-2 Sections) คือไม่ต้องซื้อ TravelTen ก็ได้

ก็เลยมาบอกให้ทราบ จะได้ ไม่บ้านนอกเข้ากรุงน่ะครับ  นี่ก็เพิ่งมาบอก (แสดงว่าเชยมาก ไม่ได้เข้ากรุงจริงๆ)

More Info: http://www.sydneybuses.info/prepay/prepay-city.htm

 

ปล ส่วนคนที่ต้องขับรถต่อไปนี้เข้ากรุง เช่น รถเบ้นส์ รถวอลโว่ แร้นจ์โรเวอร์ … ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงน่ะ

จำนำข้าว

June 17th, 2009 Posted in Uncategorized | Comments Off

wallpaper5dads_rice

นี่คือภาพต้นข้าวเมื่อ 2-3 เดือนก่อน อายุประมาณ 7 ว้ัน

พ่อโทรมาแต่เช้า… ตั้งแต่ผมยังไม่ตื่นนอนเลยด้วย เช้าของพ่อคือ ตี 5 เมืองไทย …. พอตื่นพ่อก็โทรมาหาเลย ซึ่งผมยังหลับอยู่เลย  ก็เลยมี  missed call ขึ้นมา พอ 6 โมงเช้า(เมืองไทย) ผมก็โทรหาพ่อ แล้วก็บอกพ่อว่า พ่อ ลูกลืมบอกว่า เวลาโทรหาลูกให้รอ 6 โมงเช้าก่อน เพราะตอนนี้เราห่างกัน 3 ชั่วโมงนะ เวลา กทม และ เวลา Sydney

พ่อบอกว่า ข้าวที่พ่อปลูกไว้ ตอนนี้ โตมากแล้ว ข้าวออกรวงใหญ่กว่านาชาวบ้านคนอื่นๆ ประมาณว่า มีข้าว 2 เท่าของนาผืนอื่นๆ ….

พ่อก็เลย เอาข้าวไปประกันราคากับรัฐบาล (ทั้งๆ ที่เป็นนาอยู่น่ะ) กับรัฐบาล

ทางการก็ถามว่า เมื่อไร จะเก็บเกี่ยวได้ อะไรแบบนี้

พ่อบอกว่า จะได้ราคา ประมาณ เกวียนละ 1 หมื่นบาท หากขายเองตามบุญตามกรรม ก็ได้ 8 พันบาท

พ่อบอกว่า พ่อปลูกบ้าน เล็กๆ ในไร่ อีกหลังหนึ่ง เสร้จแล้ว อยู่ข้างไร่กล้วย ตอนนี้ พ่อเลยมีบ้าน 3 หลัง ที่เมืองกาญจน์  ผมเองก็ ยังไม่แน่ใจและยังเลือกไม่ถูกเลยว่า ถ้าไปอีกทีจะไปนอนไหน

แต่ คิดไว้แล้วว่า หากเดินทางไป จะต้อง ไปแบบ คุณชาย Back Packer

เคยไปเที่ยว NZ มะ เวลาไปพักตาม Caravan เค้ามีให้เลือกพักแบบ เต้นท์ แบบรถบ้าน และแบบ หอพัก ห้องแยก หรือไม่ก็ ห้องเปล่าพร้อมหมอน หรือบางทีก็ไม่มีหมอน (ต้องเอาผ้าปูปลอกหมอนไปเอง)

คือ เอากระเป๋าเดินทางไป แล้วก็ Pack ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า (ขนหนูขาวๆ) ไปเยอะๆ เอาผ้าปูเตียงไป ตะหาก 2-3 ผื่น ปลอกหมอน แล้วก็ อื่นๆ  ฯลฯ

ตามจริง ทุกที่ๆ ก็มีที่นอน มีผ้าแหละ แต่ขาดคนดูแล เพราะ แม่บ้าน (คุณหญิงแม่) ต้องดูแลบ้าน 4 location ซึ่ง จะทำให้ดูไม่ทั่วถึง อาศัยว่า แม่ จะดูแลเฉพาะหลังที่พ่อจะนอนคืนนั้น ก็จะปัดกวาดทำกับข้าวที่นั่น

ถ้าให้แม่ไปเที่ยว Campervan ด้วยกัน แม่คงทำได้ดีแน่ๆ

อะ ก็ ผมก็กะว่าจะเดินทางไปแบบนั้นแหละ  โดยเฉพาะการเดินทางไปเมืองไทยครั้งต่อไป ผมต้องเอา ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ผ้าขนหนูไปด้วย เพราะห้องที่เมืองไทย ก็ไม่คนดูแลมากนัก กลัวว่า เวลาไปถึงแล้ว จะ นอนไม่ได้

กระแดะเนอะ

คือ เมืองไทยบ้าน ไทยๆ ชนบท ฝุ่นมันเยอะมากๆ เวลาไปถึง ผมก็จะต้อง ปราบฝุ่นก่อน ถึงจะปูผ้าแล้วก็นอน

Anyway เล่าแค่นี้ก่อนดีกว่า เอาเป็นว่า ดีแล้วล่ะ ที่พ่อ ปลูกข้าว เพราะพ่อยุ่งและไปไหนไม่ได้ไกลจากนา เพราะทุกเช้าเย็นพ่อก็จะต้องตื่นไป สูบน้ำเข้านาแต่เช้าทุกวัน แล้วพ่อก็ใช้ชีวิต เป็น คุณลุงชาวนาบ้านนอก  ก็คงจะเป็น ละครหรือ ชีวิตฉากสุดท้ายของพ่อ ที่นั่น

เวลาไปหาพ่อทุกครั้ง ผมจะนึกถึงภาพยนต์ เรื่อง Dr Who ตอนที่ ดอกเตอร์ พยายามล้างสมองตัวเอง เพื่อลดความเครียด แล้วให้ เพื่อนที่รู้ใจ พยายามเลี้ยงดูเค้า ให้เค้ามีอะไรทำโดยที่ไม่เคยต้องรู้ว่า ครั้งหนึ่งเค้าเป็นใคร และเพื่อนก็จะทำทุกวิถีทาง ที่ ไม่ยอมให้ ดอกเตอร์ กลับไปวุ่นวายกับเรื่องเก่าๆ

เวลาพ่อจะทำอะไร ตอนนี้ ทุกๆคนในครอบครัว ก็จะพยายามไม่ให้พ่อไปวุ่นกับอย่างอื่น นอกจาก ทำนา…. เพราะเห็นว่า พ่อมีความสุขมากแล้ว

ส่วนภาระอื่นๆ ผมกับน้องชายก็ พยายามรับมาแบกไว้แทน แล้วก็จะต้องอดทน เพราะสมัยที่เราเด็กๆ พ่อก็ แบกรับภาระอันใหญ่หลวงในการเลียงดูเรามามาก

ตอนนี้แค่ภาวนาว่า ไม่ให้พ่อป่วย เราจะได้ไม่ต้องไปเยี่ยมที่ โรงพยาบาล แล้วก็จะได้ไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลเท่านั้น

Anyway ใครปลูกข้าวก็ ไปจำนำได้แล้ว รัฐบาลไทยเค้าดีจริงๆนะ ขอบอก

INTOUCH: THAINITE PARTY THIS FRIDAY ศุกร์นี้ อย่าพลาด

June 16th, 2009 Posted in Uncategorized | Comments Off

fice_ice